โองการ มุฮ์กะมาต และมุตะชาบิฮาต คืออะไร?

ในซูเราะฮ์อาลิอิมรอน โองการที่ 7   ได้อธิบายให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  เนื้อหาในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้น ประกอบด้วยกลุ่มโองการใด และมีความหมายเช่นไร  ดังที่ได้กล่าวไว้ ความว่า :

هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ ۖ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ ۗ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ ۗ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا ۗ وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ

ความหมาย

“พระองค์ คือ ผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์มีโองการต่าง ๆ ที่ชัดเจน (ไม่กำกวม) ซึ่งโองการเหล่านี้ เป็นรากฐานของคัมภีร์ (แม้ว่าโองการอื่นจะกำกวม แต่เมื่อย้อนมาดูโองการเหล่านี้ความกำกวมจะหมดไป)  และโองการบางส่วนมีข้อความเป็นนัย (หมายถึง มีความหมายคลุมเครือตีความได้หลายอย่าง แต่เมื่อย้อนไปดูโองการที่มีความหมายชัดเจน ความคลุมเครือจะหมดไป)  ฉะนั้น บรรดาผู้ที่ในหัวใจของเขาเรรวน  พวกเขาปฏิบัติตามโองการที่เป็นนัย  เพื่อก่อการปั่นป่วน (ทำให้ผู้อื่นหลงผิด)  และอธิบายโองการ (อย่างไม่ถูกต้อง)   ในขณะที่ไม่มีผู้ใดรู้การอธิบายโองการเหล่านั้นนอกจากอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้  พวกเขากล่าวว่า เราศรัทธาต่อสิ่งนั้น  ทั้งหมดมาจากพระผู้อภิบาลของเรา และไม่มีผู้ใดใคร่ครวญ เว้นแต่ผู้มีวิจารณญาณ”

สาเหตุของการประทานโองการ

อิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า มียะฮูดีย์หลายคน  ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ฮัย บุตรของอัคฏ็อบ และพี่น้องของเขา
ได้เดินทางมาพบท่านศาสดา(ศ็อลฯ) พร้อมกับนำหลักฐานเกี่ยวกับอักษรย่อในอัลกุรอาน (อลีฟ ลาม มีม) มาเสนอท่านศาสดา  แล้วพวกเขาได้กล่าวว่า  “ตามหลักคำนวณของพวกเรา อลีฟ = 1, ลาม = 30, มีม = 40   ดังนั้น จากการคำนวณบ่งบอกว่า ประชาชาติของท่านจะคงอยู่ได้ไม่เกิน 71 ปี”  ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงต้องการจะยับยั้งความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของพวกเขา  ท่านจึงกล่าวกับพวกเขาว่า  “ทำไมพวกท่านจึงคำนวณเฉพาะ อลีฟ ลาม มีม เท่านั้น อักษรย่อในอัล-กุรอานมีอีกมายมาย เช่น อลีฟ ลาม มีม ซ็อด  หรือ อลีฟ ลาม รอ เป็นต้น ถ้าอักษรเหล่านี้บ่งบอกถึงการคงอยู่ของประชาชาติของฉันละก็ ทำไมไม่คำนวณอักษรอื่นด้วย  ขณะที่จุดประสงค์ของอักษรย่อ คือสิ่งอื่น”   หลังจากนั้นพระผู้เป็นเจ้าได้ทรงประทานโองการลงมา

คำอธิบาย :

โองการที่ชัดแจ้งและคลุมเครือในอัล-กุรอาน

หนึ่งในความพิเศษของอัล-กุรอานโองการนี้ คือ อธิบายถึงวิธีการอธิบายเรื่องราว และสาระของอัล-กุรอาน

คำว่า “มุฮ์กัม” ตามรากศัพท์มาจากคำว่า อะฮฺกาม หมายถึง การห้าม หรือการกำหนดข้อห้าม  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกสิ่งที่มีการยืนหยัดมั่นคงว่า มุฮ์กัม  เนื่องจากไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้หันเห หรือหลงทางออกไปได้ หรือคำพูดที่มั่นคงแข็ง ซึ่งไม่มีคำพูดใดมาลบล้างได้เรียกว่า “มุฮ์กัม” เช่นกัน

ดังนั้น จุดประสงค์ของ โองการที่เป็นมุฮ์กัม หมายถึง โองการที่มีความหมายชัดเจน ไม่มีช่องว่างให้วิจารณ์ หรือข้อพิพาทแต่อย่างใด หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง โองการที่มีความหมายเป็นที่เข้าใจ ไม่ต้องการคำอธิบายและการตีความใด ๆ ทั้งสิ้น  เมื่อได้ยินโองการเหล่านั้นสามารถเข้าใจได้ทันที  เช่น โองการกล่าวว่า “พระเจ้าทรงอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง”  โองการเหล่านี้จัดว่าเป็นเป็นรากฐานของคัมภีร์ ซึ่งสามารถช่วยอธิบายโองการที่มีความหมายคลุมเครืออื่น ๆ ได้  โองการที่เป็น มุฮ์กัม  ในอัล-กุรอานเรียกอีกอย่างว่า อุมมุลกิตาบ หมายถึง รากฐานหลัก แหล่งย้อนกลับ

โองการอื่นที่คลุมเครือ

โองการที่เป็น “มุตะชาบิฮ์”  หมายถึง โองการที่มีความหมายคลุมเครือ ไม่ชัดเจน มีความสงสัย และตีความได้หลายด้าน  เช่น  โองการที่กล่าวว่า “อัลลอฮฺ ทรงอยู่เหนือบัลลังก์”  เมื่อพิจารณาจะเห็นว่า
พระเจ้าไม่มีรูปร่าง  แต่โองการกล่าวว่า พระองค์ทรงอยู่บนบัลลังก์  กับอีกโองการหนึ่งกล่าวว่า  “ไม่มีสิ่งใดคล้ายเหมือนพระองค์”  ทำให้เข้าใจทันทีว่าจุดประสงค์ของโองการแรก มิได้หมายถึง การนั่งอยู่บนเตียงเหมือนการนั่งทั่ว ๆ ไป แต่หมายถึง อำนาจของพระองค์ครอบคลุมอยู่เหนือโลกและจักรวาล

คำว่า มุตะชาบิฮ์ หมายถึง สิ่งหนึ่งที่ส่วนต่าง ๆ ของมันคล้ายเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกประโยค หรือคำต่าง ๆ ซึ่งมีความหมายคลุมเครือ ยุ่งยากต่อความเข้าใจ บางครั้งตีความได้หลายแง่มุมว่า มุตะชาบิฮ์
ฉะนั้น โองการอัล-กุรอานที่เป็น มุตะชาบิฮ์ จึงหมายถึงโองการที่มีความหมายคลุมเครือ ตอนแรกอาจมีความหมายหลายอย่าง หรือมีความหมายเจาะจง แต่เบื้องต้นยากแก่ความเข้าใจ จำเป็นต้องใคร่ครวญเป็นพิเศษ หรือต้องย้อนไปหาโองการที่มีความหมายชัดเจน หรือต้องอาศัยโองการอื่นตีความจึงจะเข้าใจความหมาย  โองการที่เป็นมุชาบิฮ์ ดูได้จากโองการที่กล่าวถึงคุณลักษณะของพระเจ้า หรือโองการที่กล่าวถึงเรื่องการฟื้นคืนชีพ  เช่น พระหัตถ์ของอัลลอฮฺอยู่เหนือมือพวกเขา จุดประสงค์ของโองการ คืออำนาจของพระองค์  หรือโองการที่ว่า  อัลลอฮฺทรงได้ยิน ทรงรอบรู้   บ่งชี้ถึงความรู้ของพระองค์ หรือโองการที่ว่า “เราจะให้ความยุติธรรมให้วันฟื้นคืนชีพ “  หมายถึงสื่อในการตรวจสอบการกระทำ

แน่นอนว่า พระเจ้าไม่ทรงมีพระหัตถ์ (มือตามที่เห็นและเข้าใจ) ไม่มีหู ไม่มีตราชั่งเหมือนกับที่มนุษย์มี และอื่น ๆ แต่สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ถึงอำนาจ และความรอบรู้ของพระองค์ ซึ่งเป็นสื่อในการตรวจสอบ

เพราะเหตุใดต้องมีโองการที่คลุมเครือ

การมีโองการคลุมเครือในอัล-กุรอาน ถือเป็นหนึ่งในความจำเป็นของการดำรงอยู่นิรันดรของอิสลาม  ดังที่ทราบแล้วว่า อิสลามเป็นศาสนาที่ดำรงอยู่ตราบจนถึงวันอวสานของโลก  อีกด้านหนึ่งความคิดของมนุษย์มีการวิวัฒนาการตลอดเวลา และมีความแตกต่างกันในทุกยุคทุกสมัย  โองการที่มีความหมายคลุมเครือเหมาะสมกับนักวิชาการที่มีความคิดใหม่ ๆ  เมื่อเขาใช้ประโยชน์จากโองการเหล่านี้  สิ่งนี้จะเป็นสิ่งใหม่สำหรับเขาเสมอ  อัล-กุรอานอนุญาตให้ทุกคนใช้ประโยชน์จากอัล-กุรอาน  พร้อมกับนำเสนอวิธีการใช้ที่ถูกต้อง เพื่อว่าผู้ที่ใช้จะได้ไม่หลงทาง  ดังนั้น ถ้ามีความสงสัยให้เขาย้อนกลับไปยังโองการที่มีความหมายชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของอัล-กุรอาน

รายงานจากอะฮฺลุลบัยต์ (อ.) กล่าวว่า : การมีโองการที่มีความหมายคลุมเครือในอัล-กุรอาน บ่งบอกว่ามนุษย์มีความต้องการผู้นำที่มาจากพระเจ้า  เมื่อมนุษย์มีความต้องการในความรู้มากเท่าใด เขาจำเป็นต้องเข้าหาผู้ที่มีความรู้ จำเป็นต้องรู้จักเหล่าบรรดาผู้นำ  และใช้ประโยชน์จากความรู้ และคำแนะนำของเขา  ดังที่ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) กล่าวว่า  “ฉันฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่สูเจ้า ได้แก่ คัมภีร์ของ    อัลลอฮฺ และครอบครัวของฉัน  สิ่งทั้งสองจะไม่แยกจากกัน จนกว่าทั้งสองจะย้อนคืนสู่ฉัน ณ บ่อน้ำเกาซัร ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”

การตะอ์วีล หมายถึงอะไร?

มีการให้ความหมายคำนี้ไว้มากมาย แต่ความหมายที่ใกล้เคียงที่สุด คือ ตะอ์วีล หมายถึง การย้อนกลับของสิ่งหนึ่ง  ด้วยเหตุนี้ ทุกภารกิจ หรือทุกคำพูดถ้าไปถึงยังเป้าหมายสุดท้ายเรียกว่า ตะอฺวีล ดังนั้น ถ้าคนหนึ่งลงมือปฏิบัติภารกิจบางอย่าง แต่เป้าหมายในการปฏิบัติไม่ชัดเจน  สุดท้ายของการปฏิบัติได้กำหนดชัดเจนอย่างนี้เรียกว่าตะอฺวีล เช่นกัน หรือเรื่องราวของศาสดามูซา (อ.) กับนักวิชาการที่เดินทางร่วมกัน  ซึ่งเขาต้องการทำบางอย่างที่เป้าหมายไม่ชัดเจน  เช่น การเจาะเรือ หรือการก่อกำแพงรอบเมือง  ทำให้ศาสดาโกรธมาก ต่อมาเมื่อแยกทางกันเขาจึงบอกว่า เป้าหมายที่ฉันเจาะเรือ  เนื่องจากต้องการช่วยให้รอดพ้นจาก น้ำมือของสุลต่านที่กดขี่ซึ่งกำลังจะเดินทางผ่านมา  อัล-กุรอานกล่าวว่า และนี่คือเป้าหมายสุดท้ายของงาน ที่เจ้าไม่ได้อดทน  โองการที่กำลังกล่าวถึง กล่าวว่า จุดประสงค์ของ ตะอฺวีล ก็คือ ตามความหมายที่กล่าวมา หมายถึง บางโองการของ อัล-กุรอานมีรหัส และความหมายที่ลุ่มลึก เพียงแต่ว่าบางคนที่มีความคิดหลงผิด และมีเจตนาที่เลวร้าย  จึงพยายามอธิบาย หรือสร้างความหมายที่ไม่ถูกต้องขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ จุดประสงค์ของประโยคที่ว่า เพื่อก่อการปั่นป่วน (ทำให้ผู้อื่นหลงผิด) และอธิบายโองการ (อย่างไม่ถูกต้อง) หมายถึงพวกเขาต้องการอธิบายโองการไปในทางที่ผิด ที่มิใช่วัตถุประสงค์ของโองการ

รอซิคูนะฟิลอิลมิ หมายถึงใคร?

อัล-กุรอานกล่าวถึง รอซิคูนะฟิลอิลมิ สองครั้งด้วยกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ โองการที่กำลังกล่าวถึง ส่วนอีกโองการหนึ่งคือ โองการที่ 162 บทนิซาอฺ ที่กล่าวว่า “แต่ทว่าบรรดาผู้มั่นในความรู้ในหมู่พวกเขา และบรรดาผู้ศรัทธา (จากประชาชาติอิสลาม) พวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า”

ฉะนั้น ถ้าพิจารณาตามความหมายในเชิงภาษา จุดประสงค์ของ รอซิคูนะฟิลอิลมิ  จึงหมายถึง บุคลคลที่ความรู้ของเขามั่นคง เป็นเจ้าของเป็นเจ้าของทัศนะ  แม้ว่าคำนี้จะมีความหมายกว้างก็ตาม แต่บ่งบอกว่าในหมู่พวกเขามีบุคคลพิเศษ มีความบรรเจิดกว่าบุคคลอื่นในทุกด้าน

ริวายะฮฺจำนวนมากมายกล่าวว่า “ริซคูนะ ฟิล อิลม์” หมายถึงท่านศาสดา(ศ็อลฯ) และบรรดาอิมาม (อ.) ซึ่งถือว่า เป็นผู้มีความมั่นคงในความรู้มากกว่าผู้ใดทั้งหมด มีความรอบรู้เรื่องการตะอฺวีล และอธิบายความของทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานลงมา

อ้างอิง : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/

ตัฟซีร อัลบะเกาะเราะฮ์ 3 โองการสุดท้าย

ในบทที่แล้วเราได้กล่าวถึง ความประเสริฐของการอ่านซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ไปแล้ว โดยอ้างริวายะฮ์ จากท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) ได้รายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โดยกล่าวว่า :  “บุคคลใดอ่าน 4 โองการแรกของบทบะเกาะเราะฮฺ  อายะตุลกุรซียฺกับอีก 2 โองการต่อจากนั้น และอ่าน 3 โองการสุดท้ายของบทเขาจะไม่อับโชคในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ชัยฏอนจะออกห่าง และเขาจะไม่ลืมอัล-กุรอาน”       ดังนั้น ในบทความจึงขอนำเสนอคำอรรถาธิบาย บทอัลบะเกาะเราะฮ์ ใน 3 โองการสุดท้าย  ดังนี้…

โองการที่ 284 กล่าวว่า..

لِّلَّهِ مَا فى السمَوَتِ وَ مَا فى الأَرْضِ وَ إِن تُبْدُوا مَا فى أَنفُسِكمْ أَوْ تُخْفُوهُ يُحَاسِبْكُم بِهِ اللَّهُ فَيَغْفِرُ لِمَن يَشاءُ وَ يُعَذِّب مَن يَشاءُ وَ اللَّهُ عَلى كلِّ شىْء قَدِيرٌ

ความหมาย :

“สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ  และถ้าสูเจ้าเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของสูเจ้า หรือปิดบังไว้  อัลลอฮฺ จะทรงตรวจสอบสูเจ้าตามนั้น  ดังนั้น พระองค์ทรงอภัยแก่ผู้พระองค์ทรงประสงค์ (เหมาะสมต่อการให้อภัย) และทรงลงโทษแก่ผู้พระองค์ทรงประสงค์ (สมควรแก่การลงโทษ) อัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง”

คำอธิบาย : ทุกสิ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า

โองการกำลังกล่าวถึง ความยิ่งใหญ่เกรียงไกร และเดชานุภาพของพระเจ้า และมีสองประเด็นที่โองการกล่าวเน้นเป็นพิเศษ กล่าวคือ

ประเด็นแรก  จุดประสงค์ของสิ่งที่อยู่ในใจเจ้า คือ ความศรัทธา และการตั้งเจตนา (เนียต) ทั้งสองคือปัจจัยสำคัญที่นำพามนุษย์ไปสู่การกระทำ  ซึ่งสภาพนั้นเองที่เป็นสาเหตุให้มนุษย์ถูกตรวจสอบ และถูกลงโทษ  หรือในบางครั้งการตั้งเจตนาไม่นำมนุษย์ไปสู่การกระทำ  หรือมาในลักษณะของเสียงกระซิบกระซาบจากซาตานมารร้าย  อันเป็นภาวะหนึ่งของจิต ถือว่าไม่ถูกลงโทษ  เนื่องจากเนียตตรงนี้ มิได้เป็นเจตนารมณ์เสรีของมนุษย์   บางครั้งจิตใจของมนุษย์มีสิ่งต่าง ๆ มากมายแทรกซ้อนเข้ามา โดยมิได้มีการตั้งเจตนาไว้ก่อนล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกลงโทษ  ดังรายงานกล่าวว่า ถ้ามนุษย์ตั้งเจตนาว่าจะทำบาป  ถ้าแม้ไม่ได้กระทำจะไม่ถูกลงโทษ  แต่ถ้าเนียตว่าจะกระทำความดี  แม้ว่าจะไม่ได้กระทำ เขาจะได้รับรางวัลที่ดีงาม  ในทำนองเดียวกันเรื่องราวความเลวร้ายต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ หรือความคิดจะไม่มีความผิด

ประเด็นที่สอง  หลังจากพระเจ้าทรงตรวจสอบมนุษย์แล้ว พระองค์ทรงอภัยและลงโทษแก่ผู้พระองค์ทรงประสงค์  ดังที่ได้อธิบายแล้วว่า พระประสงค์ของพระเจ้าตั้งอยู่บนมาตรฐานของพระองค์ การอภัยของพระองค์ครอบคลุมเฉพาะผู้ที่ลุแก่โทษ หรือกระทำความดีงามที่เหมาะสมต่อการให้อภัย  มิได้หมายความว่าพระองค์ทรงให้อภัย หรือลงโทษบางกลุ่มตามความพอพระทัยของพระองค์ โดยไม่มีเงื่อนไข

โองการที่ 285  กล่าวว่า..

ءَامَنَ الرَّسولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ وَ الْمُؤْمِنُونَ كلُّ ءَامَنَ بِاللَّهِ وَ مَلَئكَتِهِ وَ كُتُبِهِ وَ رُسلِهِ لا نُفَرِّقُ بَينَ أَحَد مِّن رُّسلِهِ وَ قَالُوا سمِعْنَا وَ أَطعْنَا غُفْرَانَك رَبَّنَا وَ إِلَيْك الْمَصِيرُ

ความหมาย :

“เราะซูลศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่ตน จากพระผู้อภิบาลของตน  และบรรดาผู้ศรัทธาทุกคนศรัทธาในอัลลอฮฺ มลาอิกะฮฺของพระองค์ คัมภีร์ทั้งหลายของพระองค์ และเราะซูลทั้งหลายของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่ให้ความแตกต่างระหว่างผู้ใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ (เราเชื่อทุกคน)  พวกเขา (ผู้ศรัทธา) กล่าวว่า เราได้ยิน และเชื่อฟังปฏิบัติตาม  โอ้ พระผู้อภิบาล ของเรา (เรารอ) การอภัยโทษจากพระองค์ และการกลับ (ของเรา) ยังพระองค์”

คำอธิบาย : แนวทางของความศรัทธา

บทบะเกาะเราะฮฺ เริ่มต้นอธิบายบางส่วนของวิชาการ และความศรัทธาที่ถูกต้อง  ด้วยเหตุนี้ โองการที่กำลังกล่าวถึงและโองการถัดไปเป็นสองโองการสุดท้ายของบทนี้  ซึ่งกล่าวเน้นถึงหลักความศรัทธา
ต้องการบอกว่า ทั้งการเริ่มต้นและการสิ้นสุดของอัล-กุรอานอยู่ในทิศทางเดียวกัน

โองการหลังจากรับรองความศรัทธาของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) แล้ว  ได้กล่าวถึงความศรัทธาของผู้ศรัทธาทั้งหลาย และรับรองความศรัทธาของเขาเหล่านั้น  ขณะที่โองการแยกความศรัทธาของท่านศาสดา ออกจาความศรัทธาของผู้ศรัทธาทั่วไป  เนื่องจากสถานภาพความศรัทธาของท่านศาสดา ต่างไปจากพวกเขา  บรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่รายรอบท่าน นอกจากต้องมีศรัทธาต่อพระเจ้า มวลมลาอิกะฮฺ คัมภีร์ที่พระองค์ประทานลงมาแล้ว ยังต้องศรัทธาต่อท่านศาสดา  และความศรัทธานั้นเองที่ส่งเสริมมนุษย์ให้มีความสูงส่ง พร้อมกับกล่าวออกมาว่า เราไม่ให้ความแตกต่างระหว่างศาสดาด้วยกัน  เราจะไม่ให้ความแตกต่างระหว่างผู้ใดจากบรรดาเราะซูลของพระองค์ (เราเชื่อทุกคน)

ตามหลักการของอิสลาม  ศาสดาทุกท่านล้วนมีเกียรติ แต่ละท่านมีหน้าที่ปฏิบัติในยุคสมัยของตน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีความแตกต่างกัน แม้ว่าแต่ละท่านจะมีฐานันดร และตำแหน่งไม่เหมือนกันก็ตาม  ศาสดาที่เป็นเจ้าบทบัญญัติ (อูลุลอัซมิ) ต่างไปจากศาสดาท่านอื่น  และในหมู่ศาสดาเหล่านั้น ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ) เป็นหัวหน้า เป็นบรมศาสดา  และเป็นศาสดาท่านสุดท้าย หลักการอิสลามต่างไปจากหลักการของศาสนายูดาย (ยิว) และคริสเตียน ที่ยอมรับศาสดาบางท่านเท่านั้น เช่น ยิว ยอมรับเฉพาะศาสดามูซา (อ.) โดยปฏิเสธศาสดาท่านอื่นทั้งหมด  ส่วนคริสเตียนยอมรับเฉพาะศาสดาอีซา (อ.)  ซึ่งทั้งสองต่างไปจากอิสลาม โดยบัญชาของอัล-กุรอาน มุสลิมต้องยอมรับบรรดาศาสดาทั้งหมด ต้องให้เกียรติ และมีศรัทธา

หลังจากนั้นโองการกล่าวอีกว่า บรรดาผู้ศรัทธานอกจากจะศรัทธามั่นคงในจิตใจแล้ว  ในการปฏิบัติพวกเขายังกล่าวว่า เราได้ยิน และเชื่อฟังปฏิบัติตาม โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา (เรารอ) การอภัยโทษจากพระองค์ และการกลับ (ของเรา) ยังพระองค์”

คำว่า (ซะมิอ์นา) เราได้ยิน บางครั้งให้ความหมายว่า เราเข้าใจ เรายอมรับ  ดังความหมายของโองการที่กำลังกล่าวถึง ซึ่งหมายความว่า พวกเรายอมรับคำเชิญชวนของศาสดาแห่งพระองค์ และเชื่อฟังปฏิบัติตามโดยดุษณี

โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราเป็นมนุษย์ ซึ่งบางครั้งกิเลส ความต้องการ และอารมณ์ฝ่ายต่ำครอบงำพวกเรา ทำให้เกิดความหวั่นไหว  ดังนั้น พวกเราจึงคอยการลุแก่โทษจากพระองค์ และพวกเราทราบดีว่า สุดท้ายการงานของพวกเราต้องย้อนกลับไปหาพระองค์

ด้วยเหตุนี้ การศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า วันแห่งการฟื้นคืนชีพ และศาสดาแห่งพระองค์ คือการเชื่อฟังปฏิบัติตามทุกคำสั่งของพระองค์

โองการที่ 286 กล่าวว่า..

لا يُكلِّف اللَّهُ نَفْساً إِلا وُسعَهَا لَهَا مَا كَسبَت وَ عَلَيهَا مَا اكْتَسبَت رَبَّنَا لا تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطأْنَا رَبَّنَا وَ لا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصراً كَمَا حَمَلْتَهُ عَلى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا رَبَّنَا وَ لا تُحَمِّلْنَا مَا لا طاقَةَ لَنَا بِهِ وَ اعْف عَنَّا وَ اغْفِرْ لَنَا وَ ارْحَمْنَا أَنت مَوْلَانَا فَانصرْنَا عَلى الْقَوْمِ الْكفِرِينَ

ความหมาย :

“อัลลอฮฺ ไม่ทรงวางภาระหนักแก่ชีวิต นอกจากตามกำลังความสามารถเท่านั้น  มนุษย์กระทำทุกความดีงามก็เพื่อตนเอง  และทุกความชั่วร้ายที่กระทำล้วนเป็นผลเสียแก่ตน (ผู้ศรัทธากล่าวว่า) โอ้ พระผู้อภิบาลของพวกเรา ได้โปรดอย่าลงโทษเราเมื่อเราหลงลืม หรือผิดพลาด  พระผู้อภิบาลของพวกเรา โปรดอย่าวางภาระรับผิดชอบหนักอันใดแก่เรา  ดั่งที่พระองค์ได้ทรงวางแก่บรรดาก่อนหน้าเรา  พระผู้อภิบาลของพวกเรา โปรดอย่าทรงกำหนดภาระแก่เรา ที่เราไม่สามารถแบกรับได้  โปรดลบล้างความผิดจากเรา  โปรดอภัยและเมตตาเรา  พระองค์ คือผู้ปกครองเรา ดังนั้น โปรดช่วยเหลือเราให้มีชัยชนะ เหนือกลุ่มชนที่ปฏิเสธ”

คำอธิบาย : คำขอร้องที่สำคัญ

พระผู้เป็นเจ้าทรงมีบัญชาให้ปวงบ่าวกระทำภารกิจบางประการ และหลีกเลี่ยงบางประการ  แต่อย่างไรก็ตามทุก ๆ ภารกิจที่พระองค์ทรงกำหนดไม่เกินกำลังสามารถของมนุษย์  ทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติตามความสามารถ  พระเจ้าทรงกำหนดหน้าที่ ๆ เหมาะสมกับร่างกาย วัตถุปัจจัย และสื่ออื่น ๆ ที่มีอยู่ ตลอดจนความสามารถทางความคิด และมาตรฐานของการรู้จัก  ด้วยเหตุนี้ จะว่าหน้าที่ประการหนึ่งของคนมีฐานะคือการบริจาคทาน ซึ่งต่างไปจากหน้าที่ของคนยากจน  หน้าที่ของคนมีการศึกษา กับคนโฉดเขลาเบาปัญญามีความแตกต่างกัน  บางที่การกระทำบางประการมีความเหมาะสมกับบางคน แต่ไม่เหมาะสมกับอีกบางคน

แน่นนอน ภาระรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงกำหนดแก่มนุษย์ เป็นการจัดระบบการดำเนินชีวิต อันเป็นประโยชน์แก่มนุษย์อย่างยิ่ง  มิได้เป็นประโยชน์หรือให้โทษแก่พระเจ้า  ภาระบางประเป็นการกำหนดขอบเขตให้แคบลง  แต่เป็นการกำหนดที่ก่อให้เกิดกฎระเบียบ และความสมดุลแก่สังคมอันเป็นผลก่อให้เกิดความสงบสุข

มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งสิ้น ทำให้รู้ว่าทุกความดีหรือความชั่วที่กระทำล้วนเพื่อตนเอง  ดังนั้น ถ้าปฏิบัติไปตามหน้าที่ก็ก่อให้เกิดประโยชน์  แต่ถ้าละเว้นก็เป็นความเสียหายแก่ตนเอง

โองการหลังจากกล่าวถึงความจริงตามกล่าวแล้ว ได้สอนการขอพรแก่ปวงมนุษย์  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นข้างต้น  เนื่องจากเป็นไปได้ว่าขณะปฏิบัติหน้าที่อาจหลงลืม หรือมีความผิดพลาด  ดังนั้น พระเจ้าทรงสอนมนุษย์ว่า เมื่อหลงลืมควรขอความคุ้มครองจากพระผู้เป็นเจ้า และให้วิงวอนต่อพระองค์ว่า..

“โปรดอย่าทรงกำหนดภาระรับผิดชอบ ที่หนักเกินไปจนเกินกำลังสามารถ”
คำขอพรที่พระองค์ทรงสอนมนุษย์ ครอบคลุมความหมาย 7 ประการ ดังนี้
  1. โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา ถ้าเราหลงลืม หรือผิดพลาดโดยมิได้มีเจตนา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเรา  แต่ถ้าเป็นภารกิจที่ฝ่าฝืน  แม้ว่าจะหลงลืมหรือผิดพลาด ถือเป็นความผิดที่ต้องถูกลงโทษ
  2. โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดอย่าวางภาระรับผิดชอบหนักอันใดแก่เรา ดั่งที่พระองค์ได้ทรงวางแก่บรรดาก่อนหน้าเรา ในหมู่ปวงบ่าวก่อนหน้านั้น  บางครั้งพวกเขาเห็นผลความชั่วของพวกเขาบนโลกนี้ และถูกลงโทษไปตามกรรม  หรือเพื่อลงโทษมีการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบที่หนักหนาสาหัส  ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงวอนขอต่อพระเจ้าว่า  “โปรดอย่ากำหนดหน้าที่รับผิดชอบเกินกำลังสามารถ”  และพระองค์ทรงตอบรับคำขอพรของท่าน
  3. โอ้ พระผู้อภิบาลของเรา โปรดอย่าทรงกำหนดภาระแก่เรา ที่เราไม่สามารถแบกรับได้  การวิงวอนดังกล่าวเคยกล่าวตั้งแต่เริ่มต้นโองการแล้วว่า  ไม่มีบุคคลใดต้องรับผิดชอบหน้าที่เกินกำลังสามารถ
  4. โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดอภัยบาปแก่เรา
  5. โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดสั่งสอนเรา
  6. โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดเมตตาแก่เรา พระองค์คือผู้คุ้มครองเรา (ถ้าสังเกตจะเห็นว่าคำขอพรสามประการสุดท้ายคล้ายคลึงกัน  โดยกล่าววอนให้พระองค์ทรงอภัยความผิด หมายถึง ถ้าหากเราทำบาป  พวกเราขอกลับตัวกลับใจ  โปรดอภัยความผิดพลาด และโปรดเมตตาเรา)
  7. โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดช่วยเหลือเราให้มีชัยชนะ เหนือกลุ่มชนที่ปฏิเสธ  บางที่อาจอยู่ในช่วงการสงคราม หรือกำลังต่อสู้กับกาฟิร หรือกำลังวิพากษ์กับพวกเขา  ทั้งสองกรณี วิงวอนให้ผู้ศรัทธามีชัยชนะเหนือผู้ปฏิเสธ

สองโองการข้างต้น เป็นสองโองการสุดท้ายของบทบะเกาะเราะฮฺ  ซึ่งครอบคลุมคำขอพรที่พระเจ้าทรงสอนแก่มนุษย์  โดยมีสาระครอบคลุมทั้งโลกนี้และโลกหน้า  ขอให้มีชัยชนะทั้งส่วนตัวและสังคม  และขอให้พระองค์ทรงเมตตาแก่ปวงผู้ศรัทธา  รายงานส่วนใหญ่กล่าวสนับสนุนให้อ่านสองโองการข้างต้น

********************

ที่มา : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/

บทอัลบะเกาะเราะฮ์ (โองการที่ 1-5)

ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ ถูกประทานลงมาที่นครมะดีนะฮ์ มีทั้งสิ้น 286 โองการ เป็นบทที่ใหญ่ที่สุดในคัมภีร์อัลกุรอาน และความครอบคลุมของบทนี้ ถ้าพิจารณาจากด้านความศรัทธาจะเห็นว่า ได้กล่าวถึงประเด็นความรู้ (ทั้งด้านการเคารพภักดี สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ)  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้

 สิ่งที่บทอัลบะเกาะเราะฮ์กล่าวถึง

  1. ความเป็นเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า และการรู้จักพระองค์  โดยการศึกษาเรื่องความเร้นลับใน    การสร้าง
  2. การฟื้นคืนชีพ (มะอาด) และการดำรงชีวิตภายหลังความตาย  เช่น เรื่องราวของท่านศาสดา      อิบรอฮีม (อ.) และการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของนกเหล่านั้น
  3. ความหัศจรรย์ของอัลกุรอาน
  4. การอธิบายละเอียดถึงเรื่องราวของพวกยะฮูดี และพวกกลับกลอกเมื่ออยู่ต่อหน้ามุสลิม
  5. กล่าวถึงชีวประวัติของบรรดาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่แห่งพระผู้เป็นเจ้า
  6. กล่าวถึงบทบัญญัติต่าง ๆ ของอิสลาม (อะฮ์กาม)  เช่น การนมาซ ถือศีลอด การญิฮาด การบำเพ็ญฮัจญ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กล่าวถึง การใช้จ่ายในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า การลงโทษ และเรื่องการกินการดื่มตามหลักการของอิสลาม

ความประเสริฐของบทอัลบะเกาะเราะฮ์

ตำราอ้างอิงทางวิชาการอิสลามได้กล่าวถึงความประเสริฐของบทนี้ไว้มากมาย  เช่น มัรฮูมเฏาะบัรซีย์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือม้จญ์มะอุลบะยาน ของท่านโดยรายงานมาจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า  มีผู้ถามท่านว่า “อัลกุรอานบทใดดีที่สุด”  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้ตอบว่า  “บทอัลบะเกาะเราะฮ์”  แล้วท่านจึงได้ถามต่ออีกว่า  “และโองการใดที่ประเสริฐที่สุด”  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ตอบว่า  “อายะตุลกุรซีย์” [1]

 ท่านอิมามซัยนุลอาบิดีน (อ.) รายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) โดยกล่าว่า : “บุคคลใดอ่าน 4 โองการแรกของบทบะเกาะเราะฮ์  อายะตุลกุรซีย์กับอีก 2 โองการต่อจากนั้น  และอ่าน 3 โองการสุดท้ายของบทนี้  เขาจะไม่อับโชคในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ชัยฏอนจะออกห่าง และเขาจะไม่ลืมอัลกุรอาน [2]

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

(الم ( 1   :  ความหมาย  :  อะลีฟ ลาม มีม

คำอธิบาย :  ในบทนี้อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงเริ่มต้นด้วยอักษรย่อ เรียกว่า “ฮุรุฟมุก็อฏเฏาะอะฮฺ”  หมายถึง อักษรที่ไม่ติดกัน แยกจากกัน และไม่อาจสื่อความหมายได้  ซึ่งจัดเป็นส่วนหนึ่งของคำในอัลกุรอานที่มีความหมายเร้นลับ  อักษรเหล่านี้ได้บ่งบอกว่า คัมภีร์แห่งฟากฟ้านี้มีความสำคัญและยิ่งใหญ่  ซึ่งได้สร้างความมหัศจรรย์ใจให้แก่บรรดานักปราชญ์ นักพูด นักกวี ในยุคนั้นทั้งที่เป็นอาหรับและไม่ใช่อาหรับ  ทำให้พวกเขาไร้ความสามารถที่สรรหาถ้อยคำประพันธ์ใดให้เหมือนดังเช่นอัลกุรอาน

ท่านอิมามซัยนุลอาบีดีน (อ.) ได้กล่าวว่า :  พวกกุเรช และยะฮูดีย์ ได้โกหกใส่อัลกุรอานโดยกล่าวว่า  อัลกุรอานเป็นมายากล  แล้วว่าเจ้า (ท่านศาสดา ศ็อลฯ) เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง  และอ้างว่ามาจาก      อัลลอฮ์   ดังนั้น อัลลอฮ์ (ซบ.) จึงตรัสว่า “อะลีฟ ลาม มีม และคัมภีร์เล่มนั้น หมายถึง โอ้ มุฮัมมัด คัมภีร์ที่ฉันประทานให้เจ้า  มาจากอักษรย่อเหล่านี้ (อะลีฟ ลาม มีม) ซึ่งเหมือนกับพยัญชนะของพวกท่าน  ดังนั้น พวกเจ้าจงนำมาให้เหมือนกับอัลกุรอาน  ถ้าหากเจ้าเป็นผู้สัตย์จริง” 

(2) ذَٰلِكَ الْكِتَابُ لَا رَيْبَ ۛ فِيهِ ۛ هُدًى لِّلْمُتَّقِينَ

ความหมาย :  “คัมภีร์นี้ไม่มีข้อคลางแคลงในนั้น เป็นทางนำสำหรับผู้ยำเกรง”

คำอธิบาย :

โองการนี้ได้บ่งชี้ว่า อัลลอฮ์ (ซบ.) ได้ประทานคัมภีร์แก่ศาสดาของพระองค์  และสัญญาว่า คัมภีร์ดังกล่าวได้ประทานลงมาเพื่อเป็นทางนำแก่มวงมนุษยชาติ  เป็นสมบัติของกลุ่มชนที่เรียกร้องหาทางนำ  และไม่มีความคลางแคลงใจสำหรับกลุ่มชนที่ถวิลหาความสัตย์จริง  ในขณะที่พระองค์ได้ปฏิบัติตามสัญญาของพระองค์

การที่พระองค์ตรัสว่า ไม่มีข้อคลางแคลงใจใด ๆ ในนั้น มิได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้าง  ทว่าเป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้  ความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอาน ความมั่นคงแข็งแรง ความลุ่มลึกในความหมาย และอรรถรสในเชิงภาษาและลีลาของมัน ย่อมเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อัลกุรอานนั้นไม่มีข้อคลางแคลงใจ

* ไม่มีข้อคลางแคลงใจนั้น หมายถึงอะไร??

หมายถึง ไม่เป็นที่สงสัยว่า อัลกุรอานนั้นมาจากพระผู้เป็นเจ้า  เนื่องจากเรื่องราวที่ปรากฏในอัลกุรอานไม่มีข้อคลางแคลงใจใด ๆ หลงเหลืออยู่  แต่ถ้ายังมีแสดงให้เห็นว่า บุคคลนั้นมีจิตใจอคติที่คิดมุ่งร้าย

อัลกุรอาน จึงได้กล่าว่า  “แล้วในการสงสัยของพวกเขานั้นเอง พวกเขาจึงลังเลใจ”

* การชี้ทางนำ (ฮิดายะฮ์) หมายถึงอะไร??

คำว่า “ฮิดายะฮ์”  ในอัลกุรอานมี 2 ความหมาย ดังนี้

  1. ฮิดายะฮ์ตักวีนีย์  หมายถึง การชี้นำมวลสรรพสิ่งทั้งหลายโดยพระผู้อภิบาล  เนื่องจากพระองค์ คือผู้ทรงสร้างสรรทุกสรรพสิ่ง  และทรงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ครอบคลุมจักรวาล  อัล-    กุรอานกล่าวว่า “พระผู้อภิบาลของเรา คือ ผู้ทรงประทานทุกอย่างแก่สิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง แล้วทรงชี้นำ [3]
  2. ฮิดายะฮ์ตัชรีอีย์  คือ การชี้นำโดยผ่านบรรดาศาสดาและคัมภีร์ต่าง ๆ ของพระองค์  ซึ่งมวลมนุษย์ได้เจริญเติบโตไปพบกับความสมบูรณ์ได้ ด้วยกับการอบรมสั่งสอนของบรรดาศาสดาเหล่านั้น  อัลกุรอานกล่าวว่า  และเราได้แต่งตั้งเขาให้เป็นอิมาม ชี้นำไปตามคำสั่งของเรา” [4]

* ทำไมการชี้นำของอัลกุรอานจึงเป็นพิเศษเฉพาะแต่ผู้ที่ยำเกรง??

เป็นที่แน่ชัดว่า อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อชี้นำมวลมนุษยชาติ  แต่ทำไมโองการนี้จึงได้กล่าวว่า “เป็นทางนำสำหรับผู้ยำเกรง”  เท่านั้น

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากว่าถ้าหากบุคคลใดไม่มีความยำเกรงในระดับหนึ่ง (ยอมรับในพระผู้เป็นเจ้า และสิ่งที่เข้ากับสติปัญญา และธรรมชาติของมนุษย์) แล้ว ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะได้รับประโยชน์จากคัมภีร์แห่งฟากฟ้า และการเชิญชวนของบรรดาศาสดา

โดยทั่วไปบุคคลที่ไม่มีอีมาน (ศรัทธา) นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท  กล่าวคือ บางคนเป็นผู้ไม่มีศรัทธา แต่พยายามศึกษาหาความจริง  เรียกว่า เป็นผู้มีความยำเกรงอยู่บ้างเล็กน้อย  ดังนั้น เมื่อพบความจริงเมื่อใดเขาก็สามารถยอมรับได้  ส่วนบางคนนอกจากไม่มีศรัทธาแล้ว ยังเป็นมีอคติเอาแต่ใจตนเอง ถือเอาอารมณ์ของตนเป็นใหญ่  คนจำพวกนี้ นอกจากจะไม่ศึกษาหาความจริงแล้ว  ที่ใดก็ตามมีการพูดถึงความจริง เขาจะพยายามขัดขวางและทำลายให้สิ้นซาก  ดังนั้น บนพื้นแผ่นดินถ้าหายังมีมนุษย์เช่นนี้อยู่  แน่นอน การยอมรับความจริง และการชี้นำก็จะไม่เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้เอง อัลกุรอานจึงกล่าวว่า “เป็นทางนำสำหรับผู้ยำเกรง”

(3)  الَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِالْغَيْبِ وَيُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَمِمَّا رَزَقْنَاهُمْ يُنفِقُونَ

(4)  وَالَّذِينَ يُؤْمِنُونَ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْكَ وَمَا أُنزِلَ مِن قَبْلِكَ وَبِالْآخِرَةِ هُمْ يُوقِنُونَ

(5)  أُولَٰئِكَ عَلَىٰ هُدًى مِّن رَّبِّهِمْ ۖ وَأُولَٰئِكَ هُمُ الْمُفْلِحُونَ

ความหมาย :

(3)  คือ บรรดาผู้ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ และดำรงนมาซ  และบริจาคบางส่วนที่เราได้ให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา

(4)  และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และพวกเขาเชื่อมั่นในโลกหน้า

(5)  พวกเขาเหล่านี้ อยู่บนทางนำจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่บรรลุผล

คำอธิบาย :

ผลของความยำเกรงที่มีต่อจิตวิญญาณและร่างกาย  อัลกุรอานจึงได้แบ่งประชาชาติที่อยู่ในคำสอนของอิสลาม ออกเป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้

  1. มุตตะกีน (ผู้มีความยำเกรง) เป็นกลุ่มชนที่ยอมรับคำสอนของอิสลามทุกอย่าง
  2. กาฟิร (ผู้ปฏิเสธ) เป็นกลุ่มชนที่ตรงกันข้ามกับชนกลุ่มแรก  พวกเขาได้ประกาศยืนยันการเป็นผู้ปฏิเสธ เมื่ออยู่ต่อหน้ามุสลิมทั้งคำพูดและการกระทำ
  3. มุนาฟิกีน (ผู้กลับกลอก) หรือพวกสองหน้า  เมื่ออยู่กับมุสลิม พวกเขาจะแสดงตนเป็นมุสลิม  และเมื่อยู่กับพวกปฏิเสธ พวกเขาจะแสดงความปฏิเสธและเป็นปรปักษ์กับอิสลาม  แน่นอนโฉมหน้าที่แท้จริงของพวกเขา คือ ผู้ปฏิเสธ แต่แสดงตนเป็นมุสลิม  และมิต้องสงสัยว่า คนกลุ่มนี้เป็นอันตรายต่ออิสลาม มากกว่าผู้ปฏิเสธที่แท้จริง  ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าอัลกุรอานได้เผชิญกับพวกกลับกลอกอย่างรุนแรง

คุณสมบัติของผู้ยำเกรง

ผู้ยำเกรงนั้น เเมื่อพิจารณาจากความศรัทธาและการกระทำของเขาแล้ว มีด้วยกัน 5 ประการ  คือ

1.  ศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับ

อัลกุรอานกล่าวว่า “ศรัทธาในสิ่งเร้นลับ”  ซึ่งสิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผยนั้น เป็นสองสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม  โลกที่เปิดเผย หมายถึง โลกที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า  ส่วนโลกที่เร้นลับ หมายถึง สิ่งที่พ้นญาณวิสัยและอยู่เหนือความรู้สึก  ในเชิงภาษาหมายถึง สิ่งปิดบังซ่อนเร้น  ด้วยเหตุนี้ โลกที่อยู่เหนือความรู้สึกจึงเรียกว่า เป็นโลกแห่งความเร้นลับ  อัลกุรอาน ได้กล่าวว่า  “พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับและสิ่งเปิดเผย  พระองค์คือผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ”  [5]

ผู้ยำเกรง เขามีความเชื่อมั่นว่า การมีอยู่ของมวลสรรพสิ่งทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นโดยพระผู้ทรงสร้างโลก  ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงเกรียงไกร  พระองค์ทรงเป็นแรกเริ่มและนิรันดร  พระองค์ไม่ทรงสูญสิ้นหรือดับสลาย  ทว่าพระองค์ครอบคลุมเหนือโลกและจักรวาลที่แผ่ไพศาล  การศรัทธาต่อสิ่งเร้นลับเป็นความแตกต่างประการแรก ระหว่างผู้ที่เป็นมุสลิมกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม  เนื่องจากผู้ที่มิใช่มุสลิมส่วนใหญ่จะยอมรับศรัทธาต่อสิ่งที่ตนสามารถสัมผัสได้  พวกเขาเชื่อว่า โลกและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติไม่ได้ถูกอุบัติขึ้นโดยพระผู้สร้างแต่อย่างใด  หลังจากความตายแล้วทุกอย่างก็ถือว่าจบสิ้น  ร่างกายและอวัยวะทุกส่วนจะเน่าเปื่อยผุสลายกลายเป็นดิน ซึ่งเป็นกฎธรรมชาติ  และมนุษย์จะไม่มีการดำรงชีวิตอีกต่อไป
2.  สัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้า

คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของผู้ที่มีความยำเกรง คือ จะดำรงนมาซเสมอ  เนื่องจากเชื่อว่านมาซคือรหัสแห่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้า สำหรับบุคคลที่มีความศรัทธาต่อสิ่งพ้นญาณวิสัย จะพยายามสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างตนกับพระผู้อภิบาลและรักษาไว้อย่างดี  เขาจะไม่ยอมนอบน้อมต่อ     พระเจ้าจอมปลอมหรือยอมจำนนต่อผู้กดขี่  ดังนั้น ผู้ที่พยามยามสร้างสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าอย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง  รำลึกและสารภาพความในใจต่อพระองค์  ความคิดและการกระทำของเขาจึงเป็นของพระองค์ และเพื่อพระองค์

3.  สัมพันธ์กับมนุษย์

บรรดาผู้ยำเกรงนอกจากจะมีความสัมพันธ์ ที่แนบแน่นและต่อเนื่องกับพระผู้เป็นเจ้าแล้ว  พวกเขายังมีความสัมพันธ์กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์  อัล-กุรอานจึงกล่าวถึงคุณสมบัติของพวกเขาว่า ความโปรดปรานทั้งหลายที่พระองค์ประทานให้  พวกเขาได้บริจาคไปบนหนทางของพระองค์ สิ่งที่น่าสังเกต คือ อัล-กุรอานไม่ได้กล่าวว่า พวกเขาได้บริจาคทรัพย์สินของพวกเขา  ทว่ากล่าวว่า พวกเขาได้บริจาคสิ่งที่เราประทานให้  ฉะนั้น จะเห็นว่าการบริจาคครอบคลุม ทั้งความโปรดปรานที่เป็นวัตถุและจิตใจ

ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าผู้ที่มีความยำเกรงนั้น ไม่ได้บริจาคเฉพาะทรัพย์สินภายนอก  ทว่าความรู้ ความสามารถ สติปัญญา พละกำลังทั้งทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนสถานภาพทางสังคม  หรืออีกนัยหนึ่งคือทุกสิ่งที่เป็นทรัพย์ของตนได้บริจาคไปบนหนทางของพระผู้เป็นเจ้า  โดยไม่ได้มุ่งหวังการตอบแทน  ท่าน อิมามซอดิก (อ.) ได้อธิบายประโยค “พวกเขาได้บริจาคสิ่งที่เราประทานให้”  ว่าพวกเขาได้บริจาคกระทั่งความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมาแก่ผู้ที่มีความต้องการ [6]

โดยทั่วไปเข้าใจว่า การบริจาคนั้นเฉพาะแค่เรื่องทรัพย์สินอย่างเดียว  แต่เมื่อพิจารณาฮะดีษข้างต้นจะพบว่า การบริจาคไม่ได้เจาะจงแค่เรื่องทรัพย์สิน ทว่าท่านอิมาม (อ.) ได้อธิบายว่า ครอบคลุมแม้กระทั่งเรื่องของความรู้และศีลธรรม

4.  ศรัทธาต่อบรรดาศาสดาและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของพระองค์

ผู้ที่มีความยำเกรงศรัทธาต่อบรรดาศาสดา และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของพระองค์  อัล-กุรอานกล่าวว่า  และพวกเขาคือ ผู้ศรัทธาสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และพวกเขาเชื่อมั่นในโลกหน้า   แน่นอนว่า ความศรัทธาต่อคำสอนของบรรดาศาสดาก่อนหน้านั้น ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อความคิดและการกระทำของตน  เมื่อต้องการปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาองค์สุดท้าย ผู้มาประกาศความสมบูรณ์ของศาสนา  เพราะมิเช่นนั้นจะเป็นสาเหตุทำให้เป็นผู้ล้าหลัง

5.  ศรัทธาในปรโลก

ผู้ที่มีความยำเกรงทุกคนศรัทธาต่อปรโลกซึ่งถือว่าเป็นจุดสุดท้ายของความศรัทธา อัล-กุรอานกล่าวว่า และพวกเขาเชื่อมั่นในปรโลก  หมายความว่า พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระหรือไร้จุดหมาย  พระผู้เป็นเจ้าได้สร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อความสมบูรณ์  ความตายไม่ใช่ขั้นสุดท้ายของความเป็นมนุษย์  ผู้มีความยำเกรงเชื่อว่า ความยุติธรรมขั้นสมบูรณ์สูงสุดของพระผู้เป็นเจ้าคือความหวัง  และเป็นการรอคอยสำหรับผู้ศรัทธาทุกคน  พวกเขาเชื่อว่าการกระทำทุกอย่างของมนุษย์บนโลกนี้ ต้องได้รับการตรวจสอบ  ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ได้ทำให้จิตใจของพวกเขาเกิดความสงบมั่น  ไม่มีแรงบีบบังคับในการปฏิบัติหน้าที่  ไม่มีความกังวลต่อความทุกข์ยาก  ทว่าเขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างเข็มแข็ง มีความเชื่อมั่นว่าการกระทำทุกอย่างของมนุษย์ แม้เพียงเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความเลว ย่อมได้รับการตอบแทนและการลงโทษ  และเมื่อมนุษย์ตายจากโลกนี้ไปแล้ว จะเดินทางไปสู่โลกที่มีความกว้างใหญ่กว่า ณ ที่นั้นไม่มีการกดขี่ หรือการเอาเปรียบแต่อย่างใด  ทุกคนจะได้รับประโยชน์จากความเมตตาและความการุณย์ของพระองค์

ศรัทธาต่อปรโลกนั้น หมายถึง การทำลายกำแพงขวางกั้นของโลกวัตถุ  เพื่อเข้าไปสู่โลกที่มีความสมบูรณ์และสูงส่งมากกว่า  ซึ่งโลกนี้เป็นเพียงเรือกสวนและสถานที่อบรมสั่งสอน  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลกหน้า  การดำรงชีวิตอยู่บนโลกนี้ไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย ทว่าเป็นเพียงปฐมบทเพื่อไปสู่ปรโลก  ความศรัทธาที่มีต่อวันแห่งการฟื้นคืนชีพมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการอบรมมนุษย์  สิ่งนี้ได้ให้เป้าหมายและความกล้าหาญแก่เขา  บนพื้นฐานความเชื่อดังกล่าว ได้ทำให้เกียรติยศของความเป็นมนุษย์บนโลกนี้มีความสูงส่ง  เนื่องจากว่าเป้าหมายในการดำรงชีวิตของเขาคือพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นองค์ปฐมบท ในการเริ่มต้นชีวิตเพื่อชีวิตที่เป็นนิรันดร  ดังนั้น ความเชื่อมั่นต่อปรโลกและวันแห่งการฟื้นคืนชีพ จะทำให้มนุษย์สามารถควบคุมจิตใจให้ออกห่างจากการกระบาปมากยิ่งขึ้น  และเมื่อมีศรัทธามั่นคงแข็งแรงมากเท่าใด การกระทำความผิดบาปก็จะลดน้อยลงมากเท่านั้น

——————————-

[๑] นูรุซ ซะเกาะลัยนฺ เล่ม 1 หน้าที่ 26

[๒] นูรุซ ซะเกาะลัยนฺ เล่ม 1 หน้าที่ 26

[3] ฏอฮา / 50

[4] อัล-อัมบิยาอ์ /73

[5] ฮัชรฺ / 22

[6] มัจมะอุล บะยาน, นูรุซซะเกาะลัยนฺ ตอนอธิบายโองการดังกล่าว

ที่มา : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/

อายะตุลกุรซีย์

ในซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์  โองการที่ 255  กล่าวว่า..

اللّهُ لاَ إِلَهَ إِلاَّ هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ لاَ تَأْخُذُهُ سِنَةٌ وَلاَ نَوْمٌ لَّهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الأَرْضِ مَن ذَا الَّذِي يَشْفَعُ عِنْدَهُ إِلاَّ بِإِذْنِهِ يَعْلَمُ مَا بَيْنَ أَيْدِيهِمْ وَمَا خَلْفَهُمْ وَلاَ يُحِيطُونَ بِشَيْءٍ مِّنْ عِلْمِهِ إِلاَّ بِمَا شَاء وَسِعَ كُرْسِيُّه السَّمَاوَاتِ وَالأَرْضَ وَلاَ يَؤُودُهُ حِفْظُهُمَا وَهُوَ الْعَلِيُّ الْعَظِيمُ

ความหมาย

“อัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงมีชีวิต ทรงดำรง (ด้วยอาตมันของพระองค์ ส่วนสรรพสิ่งอื่นดำรงอยู่ด้วยพระองค์) อยู่นิจกาล ความง่วง และการนอนหลับไม่ครอบงำพระองค์ (พระองค์มิทรงเผอเรอการบริบาลจักรวาลแม้เพียงเล็กน้อย) สรรพสิ่งทั้งในฟากฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นของพระองค์ ใครเล่าจะให้ความอนุเคราะห์ ณ พระองค์ได้ เว้นแต่โดยอนุมัติของพระองค์ พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา และที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงความรู้ของพระองค์  เว้นแต่บางส่วนที่พระองค์ประสงค์ (พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ความรู้ที่มีขอบเขตของคนอื่น อยู่ภายใต้ร่มเงาความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์) เก้าอี้ (อำนาจ) ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน  การพิทักษ์ทั้งสอง (ฟ้าและแผ่นดิน) ไม่เป็นที่เหนื่อยยากแก่พระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่”

อายะตุลกุรซีย์ เป็นหนึ่งในโองการที่มีความสำคัญที่สุด

ความประเสริฐของอายะฮฺกุรซีย์ อุบัย บุตรของกะอับ  รายงานว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ถามเขาว่า โองการอัลกุรอานโองการใดประเสริฐที่สุด  เขาตอบว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ (อายะฮฺกุรซีย์)  หลังจากนั้นท่านศาสดาเอามือมาแตะที่หน้าอกของฉัน และกล่าวว่า : ความรู้จงสุมในอกของเจ้า  ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของมุฮัมมัดอยู่ ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า โองการนี้ถูกกล่าวสรรเสริญพระองค์เสมอ ณ เบื้องล่างบัลลังก์ของพระองค์

อิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า บุคคลใดอ่านอายะตุลกุรซีย์หนึ่งครั้ง พระเจ้าจะขจัดความไม่ดีทางโลก 1,000 ชนิด และความไม่ดีแห่งโลกหน้า 1,000 ชนิดออกไปจากเขา ซึ่งความไม่ดีที่เบาที่สุดแห่งโลกคือ ความยากจนขัดสน  และความไม่ดีแห่งโลกหน้า คือการถูกลงโทษในหลุมฝังศพ

บางคนเชื่อว่า อายะตุลกุรซีย์ มีเพียงแค่โองการเดียว  ซึ่งรายงานจำนวนมากกล่าวเช่นนี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พิจารณาคำว่า อายะตุลกุรซีย์  เพราะคำว่า อายะฮฺ เป็นเอกพจน์  ดังนั้น จึงครอบคลุมเฉพาะโองการเดียว  แต่อย่างไรยังมีรายงานอื่น ๆ  เช่น ในหนังสืออุซูล อัลกาฟีย์ (2/621)  และตัฟซีรกุมมี (1/84) กล่าวว่า อายะฮฺกุรซีย์ รวมสองโองการหลังจากนี้ด้วย  ซึ่งสิ้นสุดที่คำว่า ฮุมฟีฮาคอลิดูน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายงานของอะลี บุตรอิบรอฮีม ในตัฟซีรกุมมีกล่าวว่า  ท่านอิมามริฎอ (อ) กล่าวว่า  อายะตุลกุรซีย์สิ้นสุดที่ ฮุมฟีฮาคอลิดูน

คำอธิบาย : คุณลักษณะที่เป็นความสวยงามและความสง่า

อันดับแรกโองการเริ่มจากอาตมันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ความเป็นเอกะ และพระนามอันไพจิตร  โดยกล่าวว่า “อัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์” 

“อัลลอฮฺ”  พระนามเฉพาะของพระเจ้า หมายถึง อาตมันของพระองค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของคุณสมบัติสมบูรณ์ สูงส่ง และสง่างาม  พระองค์คือผู้ทรงอุบัติโลกและจักรวาล  ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งใดคู่ควรและเหมาะสมแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์  ด้วยเหตุนี้ประโยคที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  จึงเป็นประโยคที่มาเน้นคำว่า “อัลลอฮฺ”

ประโยคที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์  กับประโยคที่กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ เป็นประโยคที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย มีคุณค่า และเป็นกุญแจทองที่ไขไปสู่ความศรัทธา  ประโยคดังกล่าวเริ่มต้นด้วยพระนามที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า สามารถกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ปฏิเสธ  กับ การมีอยู่

ในส่วนแรก หมายถึง สิ่งสักการบูชาจอมปลอมทั้งหลาย  เช่น รูปปั้น หรือมนุษย์ที่ทำตนเป็นพระเจ้าให้ผู้อื่นเคารพบูชา และภาคีเทียบเทียมพระเจ้า ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ในส่วนที่สอง เป็นการพิสูจน์การมีอยู่จริงของพระเจ้า  และแนะนำความเป็นเอกะของพระองค์ ซึ่งพระองค์เท่านั้นคู่ควรแก่การเคารพภักดี  แน่นอน ตามความเป็นจริงแล้วบุคคลใดกล่าวประโยคนี้ออกมา หมายความว่า สรรพสิ่งทั้งหมดที่ถูกเคารพสักการะมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน หรือแม้แต่สิ่งที่จะถูกยกย่องขึ้นสักการะในอนาคต ถูกขจัดให้ห่างไกลจากพระองค์  คงเหลือแต่พระเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงเป็นหนึ่งเดียว นาม “อัลลอฮฺ” ซึ่งพระองค์ครอบคลุมคุณลักษณะที่สูงส่ง และสง่างามทั้งหมด และพระองค์เท่านั้นที่คู่ควรต่อการเคารพภักดี

หลังจากอธิบายความเป็นหนึ่งเดียวแห่งอาตมันบริสุทธิ์ของพระเจ้าแล้ว โองการยังอธิบายถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของพระองค์ไว้อีก 10 ประการ  ดังนี้

1.  “อัลฮัยยุ”  มาจากรากศัพท์ของคำว่า ฮะยาต หมายถึง ชีวิต หรือการดำรงชีวิต จัดเป็นคุณลักษณะประเภท มุชับบะฮะฮฺ  หมายถึงบ่งบอกถึงความต่อเนืองเป็นนิจกาล  แน่นอน ชีวิตของพระเจ้าเป็นแก่นแท้แห่งชีวิต หรือกล่าวได้ว่าเป็นชีวิตที่แท้จริง  เนื่องจากชีวิตของพระองค์คืออาตมันของพระองค์ ที่ถูกผนวกด้วยความรู้และอำนาจของพระองค์  ต่างไปจากชีวิตของสรรพสิ่งถูกสร้างอื่นที่ไม่ใช่ชีวิตที่แท้จริง  แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ครอบงำมาบนตัวเขา  ดัวยเหตุนี้ เมื่อกาลเวลาผ่านไประยะหนึ่งเขาจึงตาย  แต่พระเจ้ามิได้เป็นเช่นนั้น อัล-กุรอานโองการที่ 58 บทอัลฟุรกอน  กล่าวว่า “และเจ้าจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงดำรงอยู่นิจกาล ไม่ตาย”

อีกนัยหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์ คือ ชีวิตที่มิได้ถูกผสมด้วยความตาย  ด้วยเหตุนี้ชีวิตที่แท้จริง คือ ชีวิตของพระองค์  ซึ่งดำรงอยู่นิจกาลตลอดไป  ส่วนชีวิตของมนุษย์เป็นชีวิตที่ผสมผสานกับความตาย จึงไม่นับว่าเป็นชีวิตที่แท้จริง

การดำรงอยู่นิจกาลของพระเจ้า หมายถึงอะไร?

ปกติแล้วสรรพสิ่งมีชีวิต หมายถึง สิ่งที่มีการเจริญเติบโต มีการกินอาหาร ผลิตสิ่งที่คล้ายเหมือน มีพลังดึงดูดและผลักไส หรือประสาทสัมผัสรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ  แต่สำหรับชีวิตที่มีความหมายกว้างและเป็นจริง หมายถึงชีวิตที่ถูกผนวกด้วยความรู้และอำนาจ  ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีความรู้และอำนาจที่ไม่มีที่สิ้นสุด จึงนับว่าเป็นชีวิตที่สมบูรณ์  ชีวิตของพระเจ้าผนวกด้วยความรู้และอำนาจของพระองค์  ซึ่งในความเป็นจริงความรู้และอำนาจ คือ ปัจจัยจำแนกระหว่างสรรพสิ่งมีชีวิตกับไม่มีชีวิตออกจากกัน  ส่วนการเจริญเติบโต การกิน และการผลิตสิ่งที่คล้ายเหมือน เป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่งมีชีวิตไม่สมบูรณ์  มีขอบเขตจำกัดและขาดตกบกพร่อง  จึงอาศัยการกินอาหาร การผลิตสิ่งคล้ายเหมือน และการเคลื่อนไหวต่อเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิตตน  แต่สำหรับผู้ที่ชีวิตของเขาไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งเหล่านี้จะไม่ถูกกล่าวแก่เขา

2.  “อัลกอยยูม”  คำนี้ หมายถึง ผู้ที่ดำรงอยู่ด้วยตนเอง  สรรพสิ่งอื่นดำรงอยู่ได้เนื่องด้วยการอิงอาศัยพระองค์  หมายถึงแก่นแท้ของการมีอยู่ของของพระองค์ ไม่ต้องการและไม่พึ่งพิงสิ่งอื่น ในทางกลับกันสรรพสิ่งอื่นต่างหาก ที่การมีอยู่ของพวกเขาต้องอิงอาศัย และต้องการการมีอยู่ของพระองค์  ทุกสิ่งที่มีขึ้นและทุกสิ่งที่มีความสมบูรณ์ ย่อมต้องมีร่องรอยและผลแห่งความสมบูรณ์  ซึ่งทั้งหมดได้รับประโยชน์จากความเมตตาของพระองค์ทั้งสิ้น  มิเช่นนั้นแล้วสรรพสิ่งนั้นจะอยู่ในความไม่สมบูรณ์ตลอดไป

สิ่งที่ควรพิจารณาคือคำว่า “ฮัยยุ”  เป็นคุณลักษณะของอาตมัน  ส่วนคำว่า “กอยยูม”  เป็นคุณลักษณะของการกระทำ  จุดประสงค์ของคุณลักษณะที่เป็นการกระทำหมายถึง คุณลักษณะที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับสรรพสิ่งอื่นบนโลก เช่น พระผู้สร้าง ผู้ทรงประทานเครื่องยังชีพ ผู้ทรงประทานชีวิต ผู้ทรงชี้นำ  และคุณลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน  ซึ่งเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่สามารถประทานเครื่อง   ยังชีพ ประทานชีวิต และประทานความตาย  บรรดาคุณลักษณะเหล่านี้ทั้งหมดอยู่ภายใต้คุณลักษณะของฮัยยุ (การดำรงอยู่นิจกาล) หลังจากนั้นโองการกล่าวว่า “ความง่วง และการนอนหลับไม่ครอบงำพระองค์”

3.  “ซินะตุน” หมายถึง ความง่วงนอน หรือการหลับที่ครอบงำเฉพาะดวงตา  แต่ถ้าครอบงำไปบนหัวใจเรียกว่า “เนามุน”  ประโยคดังกล่าวบ่งชี้ว่าความเมตตา ความการุณย์ และการบริบาลของพระองค์ดำรงอยู่ตลอดไป  ไม่มีการตัดขาดแม้เพียงเล็กน้อย  ดังนั้น ความง่วง และการนอนหลับไม่ครอบงำพระองค์ เป็นประโยคที่เน้นให้เห็นถึงชีวิต และการดำรงอยู่เป็นนิจกาลของพระเจ้า  เนื่องจากการดำรงอยู่สมบูรณ์นั้น เพื่อการบริบาลภารกิจทั้งหลายบนโลก  ซึ่งไม่มีการเผอเรอแม้เพียงเล็กน้อย  ฉะนั้น ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ที่ไม่สามารถเข้าได้กับคุณลักษณะที่ดำรงอยู่เป็นนิจกาลของพระเจ้า ล้วนถูกปฏิเสธออกไปจากพระองค์ทั้งสิ้น  แม้แต่ปัจจัยที่อ่อนแอที่สุด อันเป็นสาเหตุทำให้การบริบาลของพระองค์บกพร่อง  เช่น ความง่วงนอนก็จะไม่มีในอาตมันบริสุทธิ์ของพระองค์

4.  ผู้ทรงสิทธิ์สมบูรณ์ คือพระเจ้า  โองการกล่าวว่า “สรรพสิ่งทั้งในฟากฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินเป็นของพระองค์”   หมายถึง พระเจ้าคือผู้ทรงกรรมสิทธิ์ สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้แต่เพียงผู้เดียว  การเลือกสรรของสรรพสิ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์  พระองค์เท่านั้นที่สามารถใช้กรรมสิทธิ์ของพระองค์ได้ตามความประสงค์  และสรรพสิ่งทั้งหมดต่างยอมจำนนต่อพระองค์

การที่กล่าวว่า สรรพสิ่งทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ส่งผลด้านการอบรมสั่งสอนที่สำคัญแก่มนุษย์  เนื่องจากเมื่อมนุษย์รู้ว่าสรรพสิ่งทั้งหมดที่ตนมีมิใช่ของตน แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า  สิ่งเหล่านั้นจะอยู่ในครอบครองของตนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ  หลังจากนั้นมันจะกลับไปหาผู้ทรงกรรมสิทธิ์ดั้งเดิมของมัน  แน่นอนการคิดได้เช่นนี้ จะไม่ทำให้มนุษย์หลงโลก จะไม่ฉ้อฉล ไม่ละเมิดสิทธิของคนอื่น ไม่แสดงอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ดูถูก ไม่อิจฉา ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว และไม่อยากได้ของคนอื่น

5.  โองการอธิบายว่า ใครเล่าจะให้ความอนุเคราะห์ ณ พระองค์ได้ เว้นแต่โดยอนุมัติของพระองค์  เป็นการถามในเชิงปฏิเสธว่า แน่นอนไม่มีผู้ใดกระทำเช่นนั้นได้เด็ดขาด  เว้นเสียแต่ว่าต้องได้รับอนุญาตจากพระองค์  ในวันฟื้นคืนชีพคนบาปบางคนที่สามารถรับชะฟาอะฮฺได้ ณ พระองค์  เขาจะได้รับชะฟาอะฮฺ  แต่ผู้ที่ให้ชะฟาอะฮฺแก่พวกเขาล้วนได้รับอนุญาตจากพระองค์ทั้งสิ้น  มิเช่นนั้นแม้แต่ท่านศาสดาก็ไม่มีสิทธิ์ให้ชะฟาอะฮฺคนอื่น  พระองค์เท่านั้นที่กำหนดผู้ให้และผู้รับชะฟาอะฮฺ  สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเมตตา และความการุณย์ของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าว  เจตนารมณ์ของพระองค์คือ ทรงประสงค์ขจัดการลงโทษให้พ้นจากคนบาป

“ชะฟาอะฮฺ” หมายถึง การช่วยเหลือ หรือการให้ความอนุเคราะห์ของผู้ที่แข็งแรงกว่าต่อผู้ที่อ่อนแอกว่า เพื่อจะได้สามารถเติบโตและดำเนินไปสู่ความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย  ซึ่งโดยปกติคำนี้มักใช้กับคนที่กระทำบาป  แต่ปกติแล้วคำนี้มีความหมายกว้างกว่านั้น ชะฟาอะฮฺ  ต้องมีความสัมพันธ์กันระหว่างผู้ให้กับผู้รับ  ดังนั้น เป็นหน้าที่ของผู้รับที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณระหว่างตนกับผู้ให้  เพื่อให้ตนเป็นผู้หนึ่งที่คู่ควรต่อการได้รับชะฟาอะฮฺ  ซึ่งในความเป็นจริง ชะฟาอะฮฺ  จึงเป็นปัจจัยด้านการการอบรม  มิใช่เป็นสื่อสำหรับการล้อเล่น หรือเพื่อการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในหน้าที่  จึงเป็นที่กระจ่างว่า ชะฟาอะฮฺ  ไม่สามารถเป็นตัวแปรเปลี่ยนแปลงการบริหารของพระผู้อภิบาล ที่มีต่อผู้กระทำความผิด  แต่ผู้กระทำความผิดต่างหาก ที่ต้องสร้างความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณกับผู้ให้ชะฟาอะฮฺ  ซึ่งนับว่าเป็นการเลี้ยงดูเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง เพื่อให้ตนคู่ควรต่อการอภัย หลังจากนั้นจึงจะได้รับชะฟาอะฮฺ

6.  โองการอธิบายว่า พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา  และที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา หมายถึง พระองค์ทรงรอบรู้เหตุการณ์ทั้งหมดทั้งที่ผ่านมาแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความรอบรู้ของพระองค์ไม่มีขอบเขตจำกัด  ประโยคที่กล่าวว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา หมายถึงสิ่งที่มนุษย์เปิดเผยออกมา  ส่วนประโยคที่กล่าว่า และที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา หมายถึงสิ่งที่พวกเขาปิดบังเอาไว้  ดังนั้น ประโยคจึงหมายถึง พระเจ้าทรงรอบรู้ทุกสิ่งที่มนุษย์เปิดเผยและปิดบังเอาไว้  ดังที่ โองการที่ 54 บทอัลอะฮฺซาบ กล่าวว่า หากพวกเจ้าเปิดเผยหรือปิดบังสิ่งใด  แท้จริง อัลลอฮฺทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ขณะเดียวกันไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงความรู้ของพระองค์ได้  เว้นเสียแต่ว่าเพียงเล็กน้อยที่พระองค์ประสงค์ให้เขารู้เท่านั้น  หมายถึงเป็นไปได้ที่พระองค์จะประทานความรู้ให้บุคคล เช่น บรรดาศาสดา หรือหมู่มวลมิตรของพระองค์  ด้วยเหตุนี้ทั้งกาลเวลาและสถานที่อันกว้างไกล เป็นที่กระจ่างชัดสำหรับพระองค์

7.  โองการอธิบายว่า ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงความรู้ของพระองค์  เว้นแต่บางส่วนที่พระองค์ประสงค์ หมายถึง ความรู้ทีมีขอบเขตจำกัดของคนอื่นต้องอิงอาศัยความรู้ ที่ไม่มีขอบเขตจำกัดของพระองค์  ประโยคข้างต้นเข้าใจได้ว่า ไม่มีมนุษย์คนใดบนโลกนี้จะมีความรู้ได้ เนื่องจากความรู้ของมนุษย์ล้วนมาจากพระองค์

8.  “กุรซีย์”  หมายถึง อำนาจของพระองค์ ซึ่งครอบคลุมเหนือทั้งชั้นฟ้าและแผ่นดิน บางท่านกล่าวว่า หมายถึง เก้าอี้ ซึ่งจะอธิบายต่อไป แต่ไม่ว่ากุรซีย์จะให้ความหมายอย่างไร?  ความรอบรู้ของพระเจ้าในตำแหน่งของการกระทำ ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ อันเป็นอำนาจอธิปไตยที่ดำรงตลอดไป

9.  การพิทักษ์ทั้งสอง (ฟ้าและแผ่นดิน) ไม่เป็นที่เหนื่อยยากแก่พระองค์  ความเหนื่อยยากและความลำบากเป็นภาระของสรรพสิ่งที่สามารถจินตนาการได้  มีความสามารถอยู่ในขอบเขตจำกัดและเล็กน้อยเท่านั้น  เมื่อใดที่ภารกิจเหล่านั้นเกินกำลังสามารถของตน  พวกเขาจะเหนื่อยล้าและไร้ความสามารถในการปฏิบัติต่อไป  กิจกรรมเหล่านี้ไม่สามารถคิดกับพระเจ้าได้เด็ดขาด  ดังที่ทราบแล้วว่า ความรู้ของพระองค์ไร้ขอบเขต อำนาจของพระองค์ก็ไร้ขอบเขตเช่นกัน  เมื่ออำนาจของพระองค์ไร้ขอบเขต ความเหนื่อยจึงไม่สามารถครอบงำ และไม่มีความหมายสำหรับพระองค์  ด้วยเหตุนี้ การพิทักษ์ฟากฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน จึงไม่เป็นที่เหน็ดเหนื่อยสำหรับพระองค์  และที่สำคัญความคิดดังกล่าวไม่อาจเป็นไปได้สำหรับพระองค์

10.  คุณลักษณะสุดท้ายที่กล่าว ณ ที่นี้คือ พระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่  ความยิ่งใหญ่ และความไร้ขอบเขตของพระองค์ เป็นสาเหตุทำให้ไม่มีความยุ่งยากในการปฏิบัติภารกิจของพระองค์  พระองค์ไม่ทรงเหน็ดเหนื่อย ต่อการบริบาลโลกและจักรวาล  พระองค์ไม่ทรงพลั้งเผลอ ไม่ทรงลืมเลือน  ความรอบรู้ของพระองค์ครอบคลุมเหนือทุกสรรพสิ่ง  ความประเสริฐของพระองค์ที่มีเหนือทุกสรรพสิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน  เนื่องด้วยพระองค์ไม่ต้องการความช่วยเหลือ และไม่ทรงพึ่งพาสิ่งใด ขณะที่สรรพสิ่งทั้งหลายต้องพึ่งพาพระองค์

ประเด็นสำคัญ

1.  คำสองคำมีความหมายคล้ายกันคือ อัรช์  และ กุรซีย์   ซึ่งทั้งสองหมายถึง เตียง บัลลังก์ และเก้าอี้  แต่อัล-กุรอานใช้คำทั้งสองในสองความหมายที่ต่างกัน  ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการใคร่ครวญอย่างละเอียดลออ ในการสร้างความเข้าใจต่อคำทั้งสอง  ซึ่งคำว่า อัรช์ จะกล่าวอธิบายในโอกาสต่อไป สิ่งที่จะกล่าวตรงนี้ คือ คำว่า กุรซีย์

กุรซีย์  ในเชิงภาษา หมายถึง เตียง บัลลังก์ หรือแผ่นกระดาน  ซึ่งคำนี้แตกต่างกับ อัรช์  ตรงที่ว่า อัรช์
เป็นบัลลังก์ที่มีที่จับและสูง ส่วนมากเป็นที่นั่งของผู้มีเกียรติยศสูงศักดิ์กว่า  หรือเป็นที่ประทับของมหากษัตริย์  ส่วน กุรซีย์  เป็นเก้าอี้ธรรมดาที่ผู้ว่าการ หรือเจ้านาย หรือคุณครูนั่งบนนั้น

กุรซีย์ บางครั้งให้ความหมายว่า หมายถึง ความรู้ เช่น กล่าวว่า ฮุวะ มิน อะฮฺลิลกุรซีย์ หมายถึง เขาเป็นนักวิชาการทีมีความรู้  อัล-กุรอานใช้คำว่า กุรซีย์  สองครั้งกล่าว คือครั้งแรกหมายถึง เก้าอี้หรือเตียงทั่วไป  ส่วนครั้งที่สอง หมายถึง ความเข้าใจพิเศษที่กำลังกล่าวถึงขณะนี้

ประการแรก หมายถึง เก้าอี้ธรรมดา ดังปรากฏใน โองการที่ 34 บท ซ็อด  กล่าวว่า “แน่นอนเราได้ทดสอบสุลัยมาน และเราได้วางร่างหนึ่งไว้บนเก้าอี้ของเขา”

ประการทีสอง หมายถึง ความรู้ ดังปรากฏในโองการที่กำลังกล่าวถึง “ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงความรู้ของพระองค์  เว้นแต่บางส่วนที่พระองค์ประสงค์ (พระองค์ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ความรู้ที่มีขอบเขตของคนอื่น อยู่ภายใต้ร่มเงาความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์)  เก้าอี้ (อำนาจ) ของพระองค์แผ่ไพศาลทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน”

จุดประสงค์ของเก้าอี้แห่งพระเจ้าหมายถึงอะไร?

นักอรรถาธิบายอัล-กุรอาน ฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺ  บ้าง กล่าวว่า กุรซีย์  มีความหมายตามพจนานุกรมทั่วไป ซึ่งตัวของมันใหญ่เทียบเท่าความใหญ่ของท้องฟ้าและแผ่นดิน  บ้างก็กล่าวว่า กุรซีย์ กับ อัรช์ เหมือนกัน  บ้างกล่าวว่าเป็นสองสิ่งที่มีความแตกต่างกัน บ้างกล่าวว่า กุรซีย์ อยู่ต่ำกว่า อัรช์  และบ้างกล่าวว่ากุรซีย์ อยู่ใต้พื้นดิน[๑]

จุดประสงค์ของ กุรซีย์  หมายถึง ความรู้ที่กว้างไพศาลของพระเจ้า ซึ่งครอบคลุมเหนือโลกและจักรวาล และความจริงนี้ได้รับการอธิบายไว้แตกต่างกัน เช่น  มุลลาซ็อดรอ  เชื่อว่า กุรซีย์  หมายถึงรูปลักษณ์ของจิตวิญญาณทั้งหมด อยู่ ณ สถานที่ซึ่งถูกกำหนด  เหมือนกับ อัรช์ หมายถึงรูปลักษณ์ของสติปัญญา อยู่ ณ ห้วงอวกาศ ตามความเชื่อของเขา  อัรช์ เป็นความสมบูรณ์ หมายถึง เป็นแหล่งแห่งความรอบรู้โดยรวมที่สมบูรณ์ของพระเจ้า และเป็นส่วนหนึ่งของอาตมัน  ส่วนกุรซีย์ หมายถึงความรู้ที่โดยละเอียดของพระเจ้าเกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย  บรรดานักปราชญ์ฝ่ายชีอะฮฺ  ส่วนใหญ่เชื่อว่า กุรซีย์ หมายถึง ความรอบรู้ของพระเจ้า ดังที่จะเห็นได้จากรายงานของบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.)

มีผู้ถาม อิมามบากิร (อ.) ว่า  กุรซีย์ และ อัรช์ หมายถึงอะไร?  ท่านกล่าวว่า อัรช์  ด้านหนึ่งหมายถึง สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหมด  ส่วน กุรซีย์  หมายถึงที่พำนักของสรรพสิ่งถูกสร้าง อีกด้านหนึ่ง อัรช์  หมายถึงความรู้ที่พระเจ้าทรงประทานให้บรรดาศาสดา และผู้เป็นข้อพิสูจน์ของพระองค์ได้รับรู้  ส่วน กุรซีย์  หมายถึง ความรู้ เช่นกันแต่พระองค์มิทรงประทานให้ผู้ใดรับรู้

มีผู้ถาม อิมามซอดิก (อ.)  เกี่ยวกับอายะฮฺกุรซีย์ที่ กุรซีย์แผ่ไพศาล หมายถึงอะไร?  ท่านกล่าวว่า ความรู้ของพระเจ้า[๒]

ดังนั้น จะเห็นว่าจุดประสงค์ของ กุรซีย์  หมายถึง ความรู้ของพระเจ้า ซึ่งนอกจากรายงานแล้ว  โองการก็ยืนยันเช่นกันว่า กุรซีย์ หมายถึงความรู้  ดังจะเห็นได้จากประโยคก่อนหน้านั้นที่กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ถึงความรู้ของพระองค์  เว้นแต่บางส่วนที่พระองค์ประสงค์”  ซึ่งโองการกล่าวถึงความรู้ของพระเจ้า  หลังจากนั้นจึงกล่าวถึง กุรซีย์ ในประโยคถัดมาทันที อย่างน้อยที่สุดทั้งสองต้องมีความเหมาะสมซึ่งกันและกัน

โองการถัดมา คือ โองการที่ 256 กล่าวว่า..

لاَ إِكْرَاهَ فِي الدِّينِ قَد تَّبَيَّنَ الرُّشْدُ مِنَ الْغَيِّ فَمَنْ يَكْفُرْ بِالطَّاغُوتِ وَيُؤْمِن بِاللّهِ فَقَدِ اسْتَمْسَكَ بِالْعُرْوَةِ الْوُثْقَىَ لاَ انفِصَامَ لَهَا وَاللّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ

ความหมาย

“ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา (เนื่องจาก) แนวทางที่ถูกต้องและแนวทางที่ผิดเป็นที่ชัดแจ้งแล้ว  ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธอัฎ-ฎอฆูต (เทวรูป ซาตานมารร้าย ผู้กดขี่ และผู้ละเมิด)  และศรัทธาต่ออัลลอฮฺ  แน่นอน เขาได้ยึดมั่นห่วงอันมั่นคงที่ไม่มีการขาดสะบั้น  และอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้”

สาเหตุของการประทานโองการ

มีชายคนหนึ่งนามว่า อบูฮะซีน เป็นชาวเมืองมะดีนะฮฺ มีบุตรชาย 2 คน  สมัยนั้นมีพ่อค้าต่างเมืองนำสินค้ามาเข้ามาขายในมะดีนะฮฺ  เมื่อพวกเขาพบกับเด็กหนุ่มทั้งสอง ได้ทำการเชิญชวนให้นับถือศาสนาคริสต์  ซึ่งสร้างความลำบากใจแก่ทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง  อบูฮะซีน ผู้เป็นบิดานำเรื่องดังกล่าวไปบอกกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และขอร้องให้ท่านนำทั้งสองกลับมาสู่ศาสนาเดิม  เขาถามท่านศาสดาว่า สามารถบังคับให้เขา (บุตรทั้งสองคน) กลับมาสู่ศาสนาเดิมได้หรือไม่?  โองการจึงถูกประทานลงมาว่า ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา

คำอธิบาย  ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา

คำว่า รุชด์ ในเชิงภาษา หมายถึง การพบแนวทางและการไปถึงยังความจริง  ตรงข้ามกับคำว่า ฆัยยิ หมายถึง การเฉไฉออกไปจากแก่นแท้ และการห่างไกลจากความจริง

คำว่า ฏอฆูต หมายถึง การแสดงอำนาจบาดใหญ่ และการละเมิดสิทธิของผู้อื่น  ปกติผู้ที่เป็นฏอฆูต ทั้งหลายมักจะมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับผู้นับถือศาสนา หรือความคิดของผู้คน

ประโยคที่กล่าวว่า “ไม่มีการบังคับให้นับถือศาสนา”  บ่งชี้ว่า บางครั้งผู้ที่ไม่มีความรู้มักขอร้องท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ให้บังคับผู้คนให้นับถือศาสนา หรือเปลี่ยนแปลงความเชื่อของคน  โองการข้างต้นจึงประทานลงมาเพื่ออธิบายความจริงแก่พวกเขาว่า ศาสนาและคำสอนมิสามารถใช้กำลังบีบบังคับให้ผู้อื่นศรัทธาได้   โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาที่มีเหตุผล และมีการแสดงปาฏิหาริย์เพื่อพิสูจน์ความจริงต่าง ๆความถูกต้องถูกจำแนกออกจากความหลงผิด ด้วยเหตุผลที่ชัดเจนจึงไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง หรือการบีบบังคับใด ๆ  อิสลามไม่อนุญาตให้บิดาหรือผู้ปกครองบีบบังคับให้บุตรนับถือศาสนา หรือเปลี่ยนแปลงความเชื่อ  ดังนั้น หน้าที่ของคนอื่นเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงชัดเจนด้วยตัวเอง  เพราะถ้าอนุญาตให้กระทำได้ บุคคลแรกที่มีสิทธิ์กระทำเช่นนั้นคือ บิดา แต่ไม่เคยปรากฏการอนุญาตทำนองนี้ในอิสลาม

แน่นอนมนุษย์มีเจตนารมณ์เสรีในการเลือกนับถือศาสนา  เหตุผลและความเชื่อทางศาสนา ไม่สามารถใช้กำลังบังคับขู่เข็ญให้ผู้อื่นศรัทธาได้  สิ่งที่แน่นอนคือ มนุษย์มีความอิสระในการเลือกนับถือศาสนา  เนื่องจากความเชื่อทางศาสนา ไม่สามารถบังคับให้บุคคลอื่นเชื่อตามตนได้  บางครั้งเงื่อนไขทางสังคมกับสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย หรือไม่ให้โอกาสคิด  ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีสิทธิ์บังคับให้บุคคลอื่นเชื่อ  บางทีอาจมีปัจจัยอื่นที่เป็นผลกับเขาและทำให้เขาเปลี่ยนการเลือกสรร

อัล-กุรอาน  แจ้งถึงความจริงไว้ดังนี้ว่า แนวทางแห่งการชี้นำและความถูกต้อง ถูกจำแนกออกจากแนวทางที่หลงผิดไว้อย่างชัดเจน  พร้อมกันนั้นพระองค์ยังได้ประทานศาสดาลงมาสั่งสอน เพื่อจัดลำดับความคิด และแนะนำศาสนาที่ถูกต้องให้แก่มนุษย์  บรรดาศาสดามีหน้าที่ต่อสู้กับผู้อธรรม ผู้ละเมิด และผู้ที่ขัดขวางแนวทางที่นำไปสู่ความสุขถาวร  การต่อสู้ดังกล่าวอาจเป็นไปในรูปแบบของการเผยแผ่ หรือการทำสงคราม  และบรรดาศาสดาจะไม่เผยแผ่คำสอนศาสนาด้วยการทำสงครามเด็ดขาด  แต่ถ้าสงครามเกิดขึ้นเป็นหน้าที่ของท่านที่ต้องยืนหยัดต่อสู้  เพื่อปกป้องแผ่นดินอิสลาม และชีวิตของบรรดามุสลิม

สุดท้ายของโองการกล่าวถึงคุณสมบัติสำคัญสองประการของพระเจ้าคือ อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ หมายถึง ทุกสิ่งที่พูดพระองค์ทรงได้ยิน ทุกสิ่งที่คิดพระองค์ทรงมองเห็น  ฉะนั้น เป็นที่ชัดเจนสำหรับพระองค์ที่ว่าบุคคลใดมีศรัทธาแท้จริง และบุคคลใดหัวใจของเขาว่างเปล่าจากรัศมีของศรัทธา

ในโองการสุดท้ายของอายะตุลกุรซีย์ คือ โองการที่ 257 กล่าวว่า..

اللّهُ وَلِيُّ الَّذِينَ آمَنُواْ يُخْرِجُهُم مِّنَ الظُّلُمَاتِ إِلَى النُّوُرِ وَالَّذِينَ كَفَرُواْ أَوْلِيَآؤُهُمُ الطَّاغُوتُ يُخْرِجُونَهُم مِّنَ النُّورِ إِلَى الظُّلُمَاتِ أُوْلَئِكَ أَصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيهَا خَالِدُونَ

 ความหมาย

“อัลลอฮฺทรงเป็นผู้คุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธา ทรงนำพวกเขาออกจากความมืดมิดไปสู่ความสว่าง  แต่บรรดาผู้ปฏิเสธ ผู้คุ้มครองของพวกเขาคืออัฎ-ฎอฆูต  พวกมันนำพวกเขาออกจากความสว่างไปสู่ความมืดมิด  พวกเขาคือชาวนรก และพำนักอยู่ในนั้นตลอดไป”

คำอธิบาย  รัศมีของศรัทธา ความมืดมิดของผู้ปฏิเสธ

คำว่า “วะลีย์”  ตามรากศัพท์ หมายถึง ความใกล้ชิด การไม่แยกจากกัน  ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกผู้คุ้มครอง ผู้นำ ผู้ปกครอง ผู้คอยปกป้องดูแลว่าวะลีย์  มิตรและเพื่อนสนิทก็เรียกว่าวะลีย์เช่นกัน  แต่คำว่า วะลีย์ ในโองการข้างต้นให้ความหมายแรก  ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงเป็นผู้คุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธา ทรงนำพวกเขาออกจากความมืดมิดไปสู่ความสว่าง

การชี้นำผู้ศรัทธาให้ออกจากความมืดมิดไปสู่ความสว่างไสว คือผลลัพธ์ของความพยายาม  แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ขั้นตอนของการชี้นำ และความศรัทธาที่ถูกต้อง  เพราะมิได้หมายความว่าบุคคลใดศรัทธาแล้ว จะประสบความสำเร็จในการใกล้ชิดกับพระเจ้า  แน่นอนเขาต้องการการชี้นำจากพระเจ้าทุกขั้นตอน ทุกย่างก้าว และในทุกกิจการงาน  หลังจากนั้นโองการกล่าวว่า “แต่บรรดาผู้ปฏิเสธ ผู้คุ้มครองของพวกเขาคือ อัฎ-ฎอฆูต  พวกมันนำพวกเขาออกจากความสว่างไปสู่ความมืดมิด”

ประเด็นสำคัญ

1.  การเปรียบเทียบความศรัทธากับการปฏิเสธ ประหนึ่งแสงสว่างและความมืดมิด เป็นการเปรียบเทียบที่เป็นจริงที่สุด  เนื่องจากแสงสว่าง คือแหล่งที่ให้ความมั่นคงแก่ชีวิต ทั้งความโปรดปราน ความจำเริญ การเติบโต ความสมบูรณ์ การเคลื่อนไหว และอื่น ๆ ต่างต้องอาศัยแสงสว่างทั้งสิ้น  แสงสว่างยังให้ความสงบแก่จิตใจ เป็นตัวสร้างความมั่นใจ สร้างความรู้ และให้สัญลักษณ์เครื่องหมายต่าง ๆ  ขณะที่ความมืดมิดเป็นสัญลักษณ์ของความตาย การนิ่งเงียบ ความง่วงนอน และความโง่เขลา  และความมืดสร้างความหวาดกลัวให้มนุษย์  ดังนั้น ความศรัทธาและการปฏิเสธ ก็อยู่ในลักษณะเดียวกันกับแสงสว่างและความมืด

2.  โองการนี้และอีกหลายโองการเมื่อกล่าวถึง ความมืด  จะใช้คำที่เป็นพหูพจน์ (ซุลุมาต) ส่วน แสงสว่าง  จะใช้คำที่เป็นเอกพจน์ (นูร) แสดงให้เห็นว่าแนวทางที่ถูกต้อง ไม่แตกเป็นสอง ไม่มีสอง และไม่แยกจากกันตั้งแต่ต้นจนจบ จะมีความเป็นเอกภาพและเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น

3.  อาจเป็นไปได้ที่จะกล่าวว่า การปฏิเสธ ไม่มีแสงสว่างที่จะนำพาออกจากความมืด  แต่ความศรัทธาเป็นแสงสว่างที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน

4.  โองการกล่าวว่า พระเจ้าทรงแนะนำตัวเองว่าเป็นผู้คุ้มครองผู้ศรัทธา  ขณะที่คำว่า วะลีย์   มีหลายความหมาย ซึ่งบางครั้งให้ความหมายว่า ผู้คุ้มครอง หรือผู้ถูกเคารพภักดี  ถ้า วะลีย์   ให้ความหมายเช่นนี้ นั่นหมายความว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้คุ้มครองผู้ศรัทธาเท่านั้น มิใช่ของทุกคน

ความหมายอื่นของ วะลีย์ คือผู้ปกครอง ซึ่งในความหมายนี้สามารถใช้กับพระเจ้า ศาสดา และบรรดาอิมาม ผู้บริสุทธิ์ได้  บรรดาอิมามผู้เป็นผู้ปกครองมวลผู้ศรัทธาทั้งหลาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ศรัทธาที่ต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งของพวกเขา  ดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า “แท้จริงผู้ปกครองของพวกเจ้าคือ อัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์  และบรรดาผู้ศรัทธาที่ดำรงนมาซ และจ่ายซะกาตและขณะก้มคารวะ         (รุกูอ์)” (บทอัลมาอิดะฮฺ โองการที่ 55)

นักอรรถาธิบายอัล-กุรอานส่วนใหญ่กล่าวว่า จุดประสงค์ของมุอฺมินที่นมาซและบริจาคทาน ขณะก้มคารวะคือ ท่านอิมามอะลี (อ)

—————————–

[๑] ตัฟซีร ฟัครุรรอซีย์ เล่ม 7 หน้า 12

[๒] อัตเตาฮีด หน้า 327

ที่มา : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/

โองการวิลายัต (อำนาจปกครอง)

อัลกุรอานได้กล่าวถึงวิลายะฮ์ของอิมามอะลี (อ.) ไว้ในซูเราะฮ์อัล มาอิดะฮ์  โองการที่ 55 ความว่า..

إِنَّمَا وَلِيُّكُمُ اللَّهُ وَرَسُولُهُ وَالَّذِينَ آمَنُوا الَّذِينَ يُقِيمُونَ الصَّلَاةَ وَيُؤْتُونَ الزَّكَاةَ وَهُمْ رَاكِعُونَ

“อันที่จริง ผู้คุ้มครองของพวกท่าน คืออัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์  และบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งดำรงนมาซและจ่ายซะกาต ในขณะที่โค้ง (รุกูอ์)”

โองการนี้ทั้งซุนนี่และชีอะฮ์มีความเห็นพ้องต้องกันว่า โองการนี้ประทานลงมาเกี่ยวกับท่านอะลี บุตรของ อบีฏอลิบ (อ.) โดยมีวจนะทั้งฝ่ายซุนนี่และชีอะฮ์ปรากฏอยู่  เพื่อสนับสนุนทัศนะนี้เป็นจำนวนมาก

อบูซาร กิฟารีย์ กล่าวว่า  “วันหนึ่งขณะที่เรานมาซเวลาบ่ายกับท่านศาสดาชายขอทานคนหนึ่ง ได้ร้องขอความช่วยเหลือ  แต่ไม่มีใครให้สิ่งใดแก่เขา  ชายผู้นี้จึงยกมือขึ้นสู่ท้องฟ้า และกล่าว่า : ‘โอ้ พระผู้เป็นเจ้า จงเป็นพยานเถิดว่า  ในมัสยิดของท่านศาสดาแห่งนี้ ไม่มีใครให้สิ่งใดแก่ฉันเลย’  ท่านอะลี บุตรของอบี   ฏอลิบ (อ.) ขณะอยู่ในท่าโค้งนมาซ ได้ชี้นิ้วของท่านไปยังชายผู้นั้น  ซึ่งถอดแหวนออกจากท่านไป  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ซึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด  จึงยกมือขึ้นสู่ฟากฟ้าและกล่าวว่า ‘โอ้ พระผู้เป็นเจ้า  มูซา     (โมเซส) พี่ชายของข้าพระองค์ได้กล่าวต่อพระองค์ว่า :-

‘ขอพระองค์ทรงโปรดทำให้การงานเป็นเรื่องง่ายสำหรับฉัน  ขอทรงทำให้ฉันเป็นผู้มีวาทศิลป์ที่ดี  เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจในคำพูดของฉัน  และขอพระองค์ทรงโปรดประทานให้ฮารูน เป็นผู้ช่วยเหลือฉัน      ด้วยเถิด’  (28:35)

‘โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ก็เป็นศาสดาของพระองค์เช่นกัน  โปรดประทานในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานให้แก่มูซา ให้กับฉันด้วย  และโปรดแต่งตั้งให้อะลี เป็นตัวแทนที่คอยช่วยเหลือฉันด้วย

อบูซาร กิฟารีย์ กล่าว่า คำพูดของท่านศาสดายังไม่ทันจบโองการข้างต้นก็ถูกประทานลงมา” [๑]

นอกจากนี้ ยังมีโองการอื่น ๆ ที่ชีอะฮ์ถือว่า เป็นหลักฐานเกี่ยวกับแต่งตั้งท่านอะลี บุตรอบีฏอลิบ (อ.) ให้ดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮ์สืบทอดต่อจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) คือ

الْيَوْمَ يَئِسَ الَّذِينَ كَفَرُوا مِن دِينِكُمْ فَلَا تَخْشَوْهُمْ وَاخْشَوْنِ ۚ الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا

“..วันนี้บรรดาพวกปฏิเสธทั้งหลาย  หมดหวังต่อศาสนาของพวกเจ้า  ดังนั้น พวกเจ้าทั้งหลาย     จงอย่ากลัวพวกเขา แต่พวกเจ้าจงกลัวข้า  วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของเจ้าสมบูรณ์แล้ว  เพื่อพวกเจ้าทั้งหลาย  และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้า เป็นที่เสร็จสิ้นแล้วสำหรับพวกเจ้า  และข้าได้ยอมรับให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกท่าน…”  (อัล มาอิดะฮ์ : 3)

ความหมายที่ชัดเจนของโองการนี้ คือ ก่อนวันดังกล่าว บรรดาผู้ปฏิเสธมีความหวังว่า จะมีวันหนึ่งที่อิสลามต้องมลายหายสิ้นไป  แต่พระผู้เป็นเจ้าได้ทำให้วันดังกล่าว ทำลายความหวังของพวกเขา ที่ว่าอิสลามจะถูกทำลายไปอย่างนิรันดรลงโดยอัตโนมัติ  เหตุการณ์นี้เป็นสาเหตุของความแข็งแกร่ง และความสมบูรณ์ของอิสลาม  เป็นเหตุการณ์ที่การดำเนินต่อเนื่องของอิสลามขึ้นอยู่กับเหตุการณ์นี้นั่นเอง  ซึ่งโองการนี้เกี่ยวเนื่องกับโองการตับลีฆ ในซูเราะฮ์ อัล มาอิดะฮ์ โองการที่ 67 ซึ่งกล่าวว่า..

يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ ۖ وَإِن لَّمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ ۚ وَاللَّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ ۗ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ

“โอ้ ศาสดาจงประกาศเถิด สิ่งที่ถูกประทานลงมายังเจ้า จากองค์พระผู้อภิบาลของเจ้า  ถ้าเจ้าไม่ทำ  ดังนั้น เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศศาสนธรรมของพระองค์เลย  แท้จริง อัลลอฮ์ ทรงปกป้องเจ้าจากประชาชนทั้งหลาย”

โองการนี้ชี้ให้เห็นว่า พระผู้เป็นเจ้าทรงสั่งภารกิจ ที่ได้รับความสนใจและมีความสำคัญมาต่อท่านศาสดา
(ศ็อลฯ)  ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการปฏิบัติ จะเป็นอันตรายต่อรากฐานของอิสลามและความเป็นศาสดา  เนื่องจากเป็นเรื่องที่สำคัญมากจนทำให้ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) มีความหวั่นเกรงการต่อต้าน และการเข้าแทรกแซง และอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องประวิงเวลาไว้  จนกระทั่งพระผู้เป็นเจ้าได้เร่งรัดให้ประกาศคำสั่งนี้  จึงได้มีโองการนี้ลงมาในเหตุการณ์ ณ ฆอดีรคุม (ขณะท่านที่กำลังเดินทางกลับจากการทำฮัจญะตุลวิดาอ์)  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจวิลายะฮ์ของท่านอิมามอะลี (อ.)  และเมื่อท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้เชิญชวนทุกคนมาหยุดรวมตัว ณ ที่นั้น  เพื่อที่จะประกาศวิลายัตของท่านอิมามอะลี (อ.) ต่อหน้าพวกเขา  ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ได้จับมือท่านอิมามอะลี (อ.) ชูขึ้น  และขณะนั้นเองอัลลอฮ์ (ซบ.) จึงได้ประทานโองการที่กล่าวมาข้างต้นลงมา ความว่า :-

“วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของเจ้าสมบูรณ์แล้ว  เพื่อพวกเจ้าทั้งหลาย  และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้า เป็นที่เสร็จสิ้นแล้วสำหรับพวกเจ้า  และข้าได้ยอมรับให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกท่าน”  (อัล มาอิดะฮ์ : 3)

หลังจากนั้น ท่านศาสดา (ศ็อลฯ) จึงได้กล่าว่า… “พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่  วันนี้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์แล้ว  และความการุณย์ของพระองค์สมบูรณ์แล้ว  ความพึงพอพระทัยของพระองค์ได้รับการตอบสนอง  และวิลายะฮ์อะลีบรรลุผลแล้ว”  และท่านกล่าวต่ออีกว่า “ผู้ใดที่ฉันมีสิทธิและเป็นนายของเขา  อะลีก็มีสิทธิและเป็นนายของผู้นั้นด้วย  โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงเป็นมิตรกับผู้ที่เป็นมิตรกับอะลี  และทรงเป็นศัตรูกับผู้ที่เป็นศัตรูกับอะลี  ใครช่วยเหลือเขา ขอพระองค์ทรงช่วยเหลือเขา  ใครละทิ้งเขาขอพระองค์ทรงละทิ้งเขา” [๒]

หลังจากนั้น อุมัร บุตรของค็อตฏ็อบ ก็ได้กล่าวกับท่านอะลี (อ.) ว่า “ขอแสดงความยินดีด้วยที่ท่านได้เป็นผู้ปกครองฉัน  และเป็นผู้ปกครองบรรดาผู้ศรัทธาทั้งมวล” [๓]

————————–

[๑] ฏอบารี ซะคออิร อัลอุกบะฮ์  พิมพ์ที่ไคโร ฮ.ศ.13561 หน้า 16  วจนะนี้ได้รับการบันทึกในสำนวนที่ต่างกันเล็กน้อย  ใน ดูร อัลมันซูร  เล่ม 2 หน้า 293,  ใน กอญัร อัล มะรอม หน้า 103,  บะฮ์รานี กล่าวถึงวจนะ 24 บท จากแห่งอ้างอิงของซุนนี่ และ 19 บท จากแหล่งข้อมูลของชีอะฮ์

[๒] บะฮ์รานี ใน กอญัต อัล มะรอม หน้า 336 ซึ่งวจนะของซุนนี่ 6 บท และของชีอะฮ์ 15 บท  ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์และเหตุผลที่อัลกุรอานโองการนี้ถูกประทานลงมา

[๓] อัล บิดายะฮ์ วัลนฮายะฮ์ เล่ม 5 หน้า 208 เล่ม 7 หน้า 346,  ดะกาอิร อัล อุกบะฮ์ หน้า 67,  อัล ฟุซูล อัล มุฮิมมะฮ์ ของอิบนิซุบบาค พิมพ์ที่นะญัฟ ฮ.ศ.1950 เล่ม 2 หน้า 23,  คอซาอิส ของนะซาอี พิพมพ์ที่นะญัฟ ฮ.ศ.1369 หน้า 31 และในฆอญัต อัล มะรอม หน้า 79  บะฮ์รานี อ้างถึงสายรายงานที่แตกต่างกัน 89 สายรายงาน

ที่มา : หนังสือ “ชีอะฮ์ในอิสลาม” เขียนโดย อะลามะ ซัยยิด มุฮัมมัด ฮูเซน ตอบตอบาอี  จัดทำโดย
สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม

ความสำคัญของการนมาซ (อัน-นิสาอ์ : 103)

ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ โองการที่ 103 : ความสำคัญของการนมาซ

فَإِذَا قَضيْتُمُ الصلَوةَ فَاذْكرُوا اللَّهَ قِيَماً وَ قُعُوداً وَ عَلى جُنُوبِكمْ فَإِذَا اطمَأْنَنتُمْ فَأَقِيمُوا الصلَوةَ إِنَّ الصلَوةَ كانَت عَلى الْمُؤْمِنِينَ كِتَباً مَّوْقُوتاً

“ดังนั้น เมื่อสูเจ้านมาซเสร็จแล้ว  จงรำลึกถึงอัลลอฮฺ ทั้งในยามยืน ยามนั่ง และในยามนอนตะแคลง  ครั้นเมื่อสูเจ้าปลอดภัย (ไม่มีความหวาดกลัว) จงดำรงนมาซตามปกติ  แท้จริง นมาซเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดแน่นอนสำหรับผู้ศรัทธา”

 การให้ความสำคัญนมาซวาญิบ (ข้อบังคับ) ในโองการก่อนหน้านี้ และโองการที่กำลังกล่าวถึงทั้งสอง ได้ให้ความสำคัญต่อนมาซอย่างยิ่ง แม้ในภาวะสงครามก็ต้องนมาซ [นมาซเคาฟ์ (กลัวศัตรู) ในภาวะสงคราม] [๑]  ดังนั้น จุดประสงค์ของการรำลึกถึงพระเจ้า ทั้งในยามยืน ยามนั่ง และยามนอน อาจเป็นเพราะว่าในสงครามทหารต้องอยู่ในสภาพต่าง ๆ ทั้งยืน ทั้งนั่ง และนองตะแคลง พร้อมกับจับอาวุธของตนไว้อย่าง   มั่นคง  เพื่อเตรียมต่อการจู่โจมของข้าศึก

โองการข้างต้นนี้ จึงได้กล่าวถึงคำสั่งสำคัญในอิสลามในเรื่องของการนมาซ  ซึ่งหมายถึงการนมาซในเวลาที่กำหนดแน่นอน มิได้หมายถึงการปล่อยวางสิ่งอื่น และการลืมพระเจ้า

หลังจากนั้น อัล-กุรอาน กล่าวว่า คำสั่งนมาซเป็นคำสั่งพิเศษ ครั้นเมื่อความหวาดกลัวหมดไปจำเป็นต้องนมาซตามปกติ

สุดท้ายโองการกล่าวถึงนมาซว่า เนื่องจากนมาซเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดแน่นอน สำหรับผู้ศรัทธา คำว่า “เมากูต” หมายถึง เวลา  ดังนั้น ความหมายของโองการจึงหมายความว่า แม้แต่ในสงครามมุสลิมจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่นี้  เนื่องจากนมาซมีเวลากำหนดแน่นอน ซึ่งไม่สามารถละเลยได้

ประเด็นสำคัญที่ได้จากโองการนี้

นมาซ (วาญิบ) เป็นนมาซที่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน  การรักษานมาซภายในเวลาที่กำหนด หรือในตอนต้นของการเข้าเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ที่ผู้ศรัทธไม่ควรละเลย  ดังจะเห็นได้จากคำสั่งของอัลลอฮ์ (ซบ.) ในโองการก่อนหน้า (โองการที่ 102)  ได้กำหนดให้มุสลิมจะต้องนมาซภายในเวลา แม้แต่ในยามภาวะสงคราม คับขัน และเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินก็ตาม

——————————————

[๑]  ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ โองการที่ 102 ได้กล่าวถึงการนมาซในภาวะสงคราม ไว้ดังนี้ :-

“และเมื่อเจ้าอยู่กับพวกเขา เจ้า (ขณะอยู่ในสนามรบ) นำนมาซพวกเขา  ดังนั้น จงให้กลุ่มหนึ่งยืน (นมาซ) ร่วมกับเจ้า  และให้พวกเขาถืออาวุธของพวกเขาไว้  ครั้นเมื่อพวกเขาซัจญ์ดะฮฺ (ลงกราบเป็นอันว่าเสร็จสิ้นนมาซ) จงให้พวกเขาถอยไปอยู่เบื้องหลังสูเจ้า (ประชิดข้าศึก)  และให้อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมิได้นมาซ (กำลังต่อสู้กับข้าศึก) เข้ามา และนมาซร่วมกับเจ้า  และให้พวกเขาถือโล่ป้องกันของเขา และอาวุธของพวกเขา (ขณะนมาซ)  เนื่องจากผู้ปฏิเสธหวังว่าสูเจ้าจะละเลยอาวุธของสูเจ้า และสัมภาระของสูเจ้า  พวกเขาจะจู่โจมสูเจ้าอย่างรวดเร็ว  และไม่มีความผิดสำหรับสูเจ้า ถ้าสูเจ้าจะวางอาวุธ  หากสูเจ้าลำบากเพราะฝนตก หรือสูเจ้าป่วย (บาดเจ็บ) แต่จงถือโล่ป้องกันตัว  แท้จริง อัลลอฮฺทรงเตรียมการลงโทษอันอัปยศไว้สำหรับพวกปฏิเสธ”

ที่มา : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/

การนมาซของผู้เดินทาง

ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ โองการที่ 101  ได้กล่าวถึงเรื่อง นมาซเดินทาง ไว้ดังนี้ :-

وَ إِذَا ضرَبْتُمْ فى الاَرْضِ فَلَيْس عَلَيْكمْ جُنَاحٌ أَن تَقْصرُوا مِنَ الصلَوةِ إِنْ خِفْتُمْ أَن يَفْتِنَكُمُ الَّذِينَ كَفَرُوا إِنَّ الْكَفِرِينَ كانُوا لَكمْ عَدُوًّا مُّبِيناً

“และเมื่อสูจ้าเดินทางตามแผ่นดิน  ดังนั้น ไม่มีบาปแก่สูเจ้า ที่สูเจ้าจะย่อการนมาซ ถ้าสูเจ้ากลัวว่า บรรดาผู้ปฏิเสธจะข่มเหงรังแกสูเจ้า  แท้จริง บรรดาผู้ปฏิเสธเป็นศัตรูที่เปิดเผยแก่สูเจ้า”

คำอธิบาย :-

โองการกล่าวถึงเรื่อง “นมาซเดินทาง”  โดยกล่าวว่า เมื่อสูจ้าเดินทางตามแผ่นดิน  ดังนั้น ไม่มีบาปแก่สูเจ้า ที่สูเจ้าจะย่อการนมาซ  ถ้าสูเจ้ากลัวว่าบรรดาผู้ปฏิเสธจะข่มเหงรังแกสูเจ้า  แน่นอน นมาซเดินทางมิได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเกิดจากความกลัวอย่างเดียว

โองการกล่าวว่า : ไม่มีบาปแก่สูเจ้า ไม่ได้กล่าวว่าสูเจ้าจำเป็นต้องนมาซย่อ  ดังนั้น กล่าวได้อย่างไรว่า ขณะเดินทางเป็นข้อบังคับ (วาญิบอัยนี) ต้องนมาซย่อ  มิใช่ข้อบังคับในลักษณะของการเลือกสรร
(วาญิบตัคยีรี)

รายงานจากบรรดา อิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) กล่าวว่า : การที่โองการกล่าวว่า ไม่มีบาปแก่สำเจ้า บางทีให้ความหมายเป็นข้อบังคับ  เช่น บทบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 158 กล่าวว่า “แท้จริงเศาะฟา และมัรวะฮฺ เป็นเครื่องหมายของอัลลอฮฺ  ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดประกอบพิธีหัจญ์ หรืออุมเราะฮฺ ณ บัยตุลลอฮฺ ไม่มีอุปสรรคอันใดแก่เขา ที่จะเดินวกวนไปมา ณ ภูเขาทั้งสอง”   ขณะที่เป็นที่รู้กันว่าการเดินวกวนระหว่างเขาทั้งสองเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) ทั้งหัจญ์และอุมเราะฮฺ

อิมามซอดิก (อ.) กล่าวว่า : การละศีลอดระหว่างเดินทาง หรือนมาซย่อเป็นของขวัญจากรพระเจ้า  บุคคลใดละเลย เท่ากับได้ทอดทิ้งของขวัญของพระเจ้า

นมาซเดินทางมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
  1. ตั้งใจเดินทาง ซึ่งต้องมีระยะทางทั้งไปและกลับไม่น้อยกว่า 8 ฟัรซัค (45 ก.ม)
  2. ต้องไม่เจตนาเดินทางเพื่อไปกระทำความผิด  ดังนั้น ถ้าเดินทางไปเพื่อกระทำความผิด เช่น ฆ่าคน หรือลักขโมย หรือการเดินทางนั้นเป็นบาป เช่น บิดามารดาไม่พอใจ ดังนั้น ต้องนมาซเต็ม
  3. ต้องไม่มีอาชีพเดินทางไกล  ฉะนั้น ถ้าผู้มีอาชีพขับรถโดยสาร หรือรถไฟ หรือรถบรรทุก หรืออาชีพของเขาต้องเดินทาง เช่น ผู้ที่บ้านพักของเขากับสถานที่ทำงานอยู่ห่างไกลเกิน 4 ฟัรซัต (22.5 ก.ม)  ดังนั้น ต้องนมาซเต็ม
  4. ถ้าเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง  และตั้งใจอยู่ ณ ที่นั่น 10 วัน หรือมากกว่า ต้องนมาซเต็ม  ถ้าเดินทางไปยังสถานที่หนึ่ง แต่ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นั่นนานกี่วัน กรณีนี้เขาต้องนมาซย่อและหลังจาก 30 วันผ่านไปเขาต้องนมาซเต็ม

ที่มา : http://quran.al-shia.org/th/tafsir/