ถอดรหัสบรรพชน จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ และศักดิ์สิทธิ์แห่งกัรบะลา (ตอนที่ 1)

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งในความเมตตา ผู้ทรงยิ่งในความกรุณาปรานี  ด้วยนามอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์  ด้วยพลานุภาพแห่งนามอันเปี่ยมล้น ด้วยความเมตตาที่แผ่ไพศาล แด่มวลมนุษยชาติ  ทั้งหลาย  บรรดาการสรรเสริญย่อมเป็นสิทธิแด่พระองค์แต่ผู้เดียว  ขอความสันติสุขพึงมีแด่เหล่าบรรดา   อัมบิยาอ์ ตลอดทุกยุคทุกสมัย  ซึ่งต่างล้วนต่อสู้ยืนหยัด ยอมพลีอุทิศในวิถีทางแห่งพระผู้อภิบาล อย่างต่อเนื่อง  และขอความจำเริญพึงมีแด่บรรดาวงศ์วานอันบริสุทธิ์ แห่งครอบครัวของท่านศาสดาผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผู้ที่ถูกกดขี่และถูกสังหาร  ด้วยการยืนหยัดต่อสู้บนอุดมการณ์แห่งเตาฮีด (หลักเอกภาพ)  เป็นการแลกด้วยกับเลือดอันบริสุทธิ์  เพื่อพิทักษ์และธำรงไว้ซึ่งอิสลาม อันเป็น   อิสลามตามแบบฉบับของ ท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  ตามแบบฉบับของท่านอมีรุ้ลมุอ์มินีน อะลี บิน อบีฏอลิบ (อ.) อย่างแท้จริง

ขอคารวะแด่ดวงวิญญาณเหล่าบรรพชน  อันถือเป็นบรรพบุรุษผู้มากล้นด้วยเกียรติยศและศักดิ์ศรี  จากประวัติศาสตร์แห่งแผ่นดินสยาม ที่มีระยะเวลาอันยาวนานมากกว่าสี่ร้อยปี  เหล่าบรรพชนผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง วางรูปแบบอันเป็นจำเพาะ อธิบายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์แห่งกัรบะลา ด้วยรูปแบบอันงดงาม แฝงเร้นด้วยนัยยะอย่างลึกซึ้ง  ทรงอิทธิพลต่อจิตวิญญาณมาโดยตลอดระยะเวลาอันยาวนาน  บรรพชนท่านหนึ่งซึ่งต้องขอเชิดชูและยกย่องเป็นพิเศษ  ที่ ณ วันนั้น ท่านอยู่ในฐานะผู้เป็นหัวเรือใหญ่นำรัฐนาวาน้อย ๆ     สู่ท้องทะเลอันไกลโพ้น  จากเส้นทางอันแสนไกลในอดีต ถึงแผ่นดินสยามประเทศ   ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้เลย นอกจากท่านเชคอะห์มัดกุมมี

เราขอแสดงความยินดีและยกย่องชื่นชมอีกครั้ง ต่อบรรพชนทั้งหลายที่ทุ่มเทสติปัญญา ด้วยความบากบั่นอุตสาหะ อดทน ปกป้อง รักษารูปแบบที่ถูกเรียกว่า  “พิธีกรรม”  อันเป็นแบบฉบับสำหรับการรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่แห่งกัรบะลา  รำลึกถึงวีรกรรมการเสียสละอย่างห้าวหาญของอิมาม     ฮุเซน (อ.)  อีกทั้งบุคคลในครอบครัว และมิตรสหายผู้จงรักภักดี  ที่ยืนหยัดต่อสู้ยอมพลีอุทิศชีวิต เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งอิสลาม

แน่นอนเป็นอย่างยิ่ง เราคงไม่มีความสามารถพอที่จะอธิบาย หรือถอดรหัสจากรูปแบบของพิธีกรรม อันมีนัยยะอย่างลึกซึ้งได้ทั้งหมด ด้วยความรู้ที่มีอยู่อย่างจำกัด  ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องยอมรับความจริงที่ว่า ถึงปัจจุบันหลายท่านก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ต่อความหมายอันมีนัยยะอย่างลึกซึ้งเหล่านั้น ของรูปแบบที่ดูเหมือนต้องการจะอธิบาย ให้เราท่านได้รับรู้อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น ในวันเวลาแห่งประวัติศาสตร์  อย่างไรก็ตาม ธรรมชาติของหัวใจของผู้มีความศรัทธา มีความรักและหลงใหลต่อบุคคลเฉกเช่นท่านอิมามฮุเซน (อ.)  และเชิดชูอย่างมั่นคงในวีรกรรมอันห้าวหาญ และการเสียสละอย่างยิ่งใหญ่ของท่าน  ซึ่งดูเหมือนว่าหัวใจทุกดวงต่างเรียกร้อง โหยหา และอยากจะรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงเป้าหมายและเจตนารมณ์ที่แท้จริง  เหล่านี้มิได้มาจากคำพูดประโยคหนึ่งของ อะอิมมะฮ์อะลัยฮิมุสลาม ดอกหรือ?  ที่ว่า “การตายของ  ฮุเซนจะร้อนรุ่ม อยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธาตลอดกาล”

ด้วยความรักที่เราท่านทั้งหลายมีต่ออิมามฮุเซน (อ.)  การเทิดทูนที่เรามีอย่างสูงส่ง ต่ออิมามฮุเซน (อ.)  การทุ่มเทของเราท่านทั้งหลาย ที่ต่างเสียสละร่วมแรงร่วมใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  ตลอดจนการเสียสละทรัพย์สินเงินทอง เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประกอบกิจกรรมแห่งการรำลึกถึงอิมามฮุเซน (อ.)  รำลึกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  ทั้งร่างกายและจิตใจของวีรบุรุษเหล่านั้น แห่งท้องทุ่งกัรบะลา  และไฉนเล่า? กับการที่เราท่านทั้งหลายจะทำการศึกษา  เพื่อให้รู้ถึงบุคลิกภาพของอิมามฮุเซน (อ.) เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงอารมณ์ ความคิด วินาทีแรกที่ท่านตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองมะดีนะฮ์สู่นครมักกะฮ์  ภายหลังปฏิเสธการให้สัตยาบันแก่ยะชีด  การตัดสินใจดังกล่าว วางอยู่บนหลักการแห่งเหตุและผลอย่างไร??  เหล่านี้มิใช่สิ่งที่เราควรทำความเข้าใจให้เกิดความกระจ่าง กระนั้นหรือ?

บัดนี้ เราขออนุญาตนำท่านทั้งหลายเข้าสู่เส้นทางการถอดรหัส  และขอนำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่เก้า (ตาชุอา)  เดือนมุฮัรรอม  ปี   ฮ.ศ. 61 อันเป็นจุดแรกที่เมื่อพลิกตำราประวัติศาสตร์ จะพบว่า ณ เย็นวันนั้นมีการเผชิญหน้ากันเกิดขึ้น ระหว่างท่านอะบุลฟัฎร์ อับบาส (ร.ฎ.) พร้อมด้วยท่านฮะบีบ บิน มะซอฮิ้ร กับกองทัพของอัมร์ สะอัด กล่าวคือ ภายหลังที่ อัมร์ สะอัด ส่งทหารจำนวนหนึ่งมาตะโกนเสียงก้อง ณ เบื้องหน้ากระโจมค่ายพักของอิมามฮุเซน (อ.)  เพื่อต้องการบอกว่าในค่ำคืนนี้กองทัพแห่งยะซีด อิบนิ มุอาวิยะฮ์ จะเข้าโจมตีอย่างแน่นอน นั่นก็หมายความว่าอัมร์ สะอัด กระหายและต้องการนำกองทัพ ที่มีอยู่เกือบสามหมื่นนาย  เข้าบดขยี้กองคาราวานของอิมาม    ฮุเซน (อ.) ให้ราบเรียบเป็นหน้ากอง  ในค่ำคืนนั้นเองท่านอับบาส (ร.ฎ.) พร้อมดัวยฮะบีบ บิน มะซอฮิ้ร จึงควบม้าไป ณ ยังเบื้องหน้ากองทัพของ อัมร์ สะอัด  หลังได้รับ  คำสั่งจากอิมามฮุเซน (อ.) เพื่อเจรจา  ซึ่งสาระของการเจรจา คือการขอยืดเวลาการสู้รบเลื่อนไปเป็นเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น  ในตอนแรกดูเหมือนว่าทางฝ่ายกองทัพของ อัมร์ สะอัด จะไม่ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องดังกล่าว  แต่ก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นเองภายในกองทัพ  ภายหลังที่ทหารนายหนึ่งตะโกนขึ้นว่า  “เราหน้าจะตกลงตามข้อเรียกร้องของ อบาอับดิลลาฮ์ ได้  เพราะหลายครั้งจากสงครามที่ผ่านเรามา  เราเคยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องแล้วจากกองทัพของกุฟฟารและมุชรีกีน  และนี่คือ ฮุเซน ซึ่งเป็นหลานชายของศาสดาแห่งอิสลามมิใช่หรือ?”  ส่งผลให้การเจรจาต้องยุติลงด้วยดี  ด้วยการยอมรับข้อเรียกร้องของอิมามฮุเซน (อ.)  โดยยอมให้การสู้รบเลื่อนไปเป็นรุ่งเช้าของวันใหม่  ซึ่งคือ วันที่สิบ (อาชูรอ)

ประเด็นที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของเหตุการณ์นี้มีอยู่ว่า  ถ้าขอย้อนมาอีกครั้งและใคร่ครวญอย่างลึกซึ้ง จะพบว่า  สิ่งที่บรรพบุรุษของเราวางรูปแบบของกิจกรรม ในเย็นวันที่เก้า  ที่เรียกกันอยู่เสมอว่า “แห่เย็น” คือ รูปแบบที่บรรพชนพยายามที่จะสะท้อนภาพของเหตุการณ์ ให้เราได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น  พิธีกรรมแห่เย็น เป็นการเดินแห่รอบลานหน้ามัสยิด  ในช่วงสุดท้ายของการแห่ จะมีการหยุดระยะหนึ่งของผู้ทำการเชิญสองท่าน  เพื่อเป็นการทำมะก้าเบล พร้อมย่อตัวลงสามครั้ง  “มะก้าเบล” คำนี้พบว่า จะเป็นความหมายอื่นไปไม่ได้เลย  นอกจากคำว่า “มะกอบิ้ล” ในภาษาฟาร์ซี  ซึ่งให้ความหมาย คือ “การเผชิญหน้า”  ในเวลาเดียวกันการเดินแห่รอบลานหน้ามัสยิด ย่อมเป็นการบ่งบอกถึงการเดินทางในระยะใกล้  ฉะนั้น เมื่อย้อนกลับไป ณ ประวัติศาสตร์อีกครั้ง  ในเย็นของวันที่เก้า ไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย นอกจากการเจรจาเรื่องการยืดเวลา

หลังจบกิจกรรมแห่เย็น ทุกคนต่างรอคอยเสียงอะซานบอกเวลานมาซมักริบ  และร่วมทำนมาซกันอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังเสร็จสิ้นจาการนมาซ  สังเกตเห็นได้ว่า ไฟที่สาดส่องแสงแดงสลัวค่อย ๆ ถูกเปิดขึ้น  เป็นการสะท้อนถึงอารมณ์ ความรู้สึกแห่งความวังเวง สร้างบรรยากาศสอดคล้อง ตรงกับวันเวลาจริงของประวัติศาสตร์ของค่ำคืนแห่งอาชูรอ  ที่ยามราตรีกาลของคืนนั้นถูกปกคลุมอย่างสนิท ด้วยบรรยากาศที่มีทั้งความขื่นขม เศร้าระทม ความสิ้นหวัง จากอุมมัตประชาชาติของท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ็อลฯ)  ที่ต่างหนีกลับหันหลังให้กับสัจธรรม  โดดเดี่ยวผู้ที่เป็นหลานสุดที่รักของท่านอย่างไร้เยื่อใย

การรวมกันเกิดขึ้นอีกครั้งกลางดึก ด้วยการอ่านริวายัต ตามด้วยการแห่ มะตั่ม  ในขณะที่ผู้คนบางส่วนเริ่มสวมใส่ผ้ากะฟั่น  จนกระทั่งเวลาสามนาฬิกาโดยประมาณกิจกรรมจึงสิ้นสุดลง  และก่อนเข้าสู่เวลานมาซซุบฮ์เล็กน้อย  กิจกรรมมะตั่ม หน้าฮุซัยนียะฮ์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ด้วยเสียงอันดัง  บ่งบอกอะไรบางอย่างที่มีนัยยะซ่อนเร้น  หลังจากนั้นทุกคนต่างแยกย้ายทำภารกิจส่วนตัว  รอเวลาเพื่อนมาซซุบฮ์ เป็นอันดับต่อไป  เหล่านี้เป็นเพียงบางส่วนของกิจกรรมในค่ำอาชูรอ ที่ถูกวางเป็นรูปแบบเอาไว้  ซึ่งล้วนมีนัยยะที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น  และคงต้องนำมาพูดกันอย่างแน่นอนในโอกาสต่อไป

กลับมาพิจารณากันอีกครั้ง ในประเด็นที่ท่านอิมามฮุเซน (อ.) ขอยืดเวลาการสู้รบให้เป็นรุ่งเช้าของวันใหม่  ท่านอิมาม (อ.) มีเหตุผลอะไรเป็นการส่วนตัว หรือมีแรงกดดันอะไรบางอย่างเกิดขึ้นหรือ?  ถ้ามองด้วยเหตุและผล ย่อมไม่มีอะไรเป็นคำตอบได้เลย  นอกจากเหตุผลที่ว่า หัวใจของท่านสำหรับคืนนี้นั้น ปรารถนาเข้าสู่สภาพความเป็นบ่าว ณ องค์พระผู้อภิบาล ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้น ด้วยความรักและศรัทธา ปรารถนาที่จะใช้โอกาสให้มากที่สุดจากค่ำคืนนั้น  เพื่อเข้าสู่การอิบาดัต เคารพภักดี แสดงเจตจำนงอย่างมุ่งมั่น  เพื่อขานรับการเรียกร้องเชิญชวน ของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) และร่อซูล (ศ็อลฯ)

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงตอบรับการเรียกร้องเชิญชวนจากอัลลอฮ์ และร่อซูลของพระองค์  เมื่อการเรียกร้องได้มีมายังเจ้า เพื่อความมีชีวิตชีวาของสูเจ้า” 

ฉะนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่ข้อเรียกร้องจะเกิดจากความวิตกกังวล ที่เกรงว่าคนในครอบครัวจะได้รับอันตราย หรือถูกสังหาร  จากวันแรกที่กองคาราวานเริ่มเดินทางออกจากมะดีนะฮ์  ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เดือนรอญับ ฮ.ศ. 61  ระหว่างทางขณะที่อิมาม (อ.) พร้อมผู้ติดตามบางส่วนนั่งอยู่บนหลังอูฐ  พลันเสียงหนึ่งดังขึ้นจากริมฝีปากของท่าน ในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ ด้วยประโยคที่ว่า “อินนาลิ้ลลาฮิ วะอินนาอิลัย ฮิรอจิอูน”   อะลี อักบัร บุตรชายผู้ได้ยินเสียงและอยู่ใกล้เหตุการณ์ดังกล่าว  จึงกล่าวถามขึ้นว่า  เกิดอะไรขึ้นหรือ โอ้ บิดาที่รัก?   โอ้ อะลี อักบัร ลูกรัก   อิมามกล่าวตอบ   ขณะนี้กองคาราวานของเรากำลังก้าวเดินอยู่บนความตาย   อะลี อักบัร กล่าวตอบฉับพลันว่า   อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ขอขอบคุณต่อเอกองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ทรงโปรดประทานวิถีทางเช่นนี้แก่เรา   จากเหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  อิมาม (อ.) และทุกคนที่ร่วมเดินทางไปพร้อมกับท่าน ไม่ได้มีความวิตกกังวลใด ๆ เลยทั้งสิ้น  ถึงความตายที่จะต้องเผชิญในที่สุด  และอีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักข้อเรียกร้อง เป็นเหตุผลที่อยู่เหนือเหตุผลใดทั้งมวล  ที่แม้กระทั่งบุคคลอย่าง อิบนุ อับบาส หรือ มุฮัมมัด ฮะนาฟีย์ ซึ่งถูกจัดว่า เป็นผู้มีทัศนะทางการเมืองในระดับต้น ๆ  ณ เวลานั้น ก็มิอาจเข้าใจได้  นอกเสียจากผู้ติดตามที่จงรักภักดี ที่ยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างท่านจนถึงวินาทีสุดท้าย  และเหตุผลดังกล่าวจะเป็นอื่นไปไม่ได้เลยอีกเช่นกัน  นอกจากการรอคอยเวลาที่เหมาะสมที่สุด รอคอยโอกาสที่ดีที่สุด  และมันจะต้องเป็นรุ่งเช้าของวันใหม่ เปรียบดังช่างตีเหล็กที่รอคอย เวลาอันเหมาะสมที่สุด  แล้วนำเหล็กเผาไฟจนแดงฉาน เตรียมลงมือตีเหล็กให้คดงอตามความต้องการ  แต่สำหรับอบาอัลดิลลาฮ์ (อ.)  วันเวลาดังกล่าว ท่านและสหายเตรียมหลั่งเลือดลงสู่พื้นดินแห่งกัรบะลา ปรารถนาให้เกิดพลังทรงอิทธิพลแก่หัวใจทั้งหลาย  มนุษยชาติจึงควรได้รับรู้เรื่องราวอันเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์  เพื่อให้เขาทั้งหลายได้รู้ว่า ความรักระหว่างพระผู้อภิบาลกับมนุษย์ สามารถมีได้ถึงเพียงใด  ดังนั้น เลือดที่ชโลมพลังยามค่ำคืน ไม่อาจเทียบได้กับเลือดที่หลั่งชโลมในตอนกลางวัน  ภายใต้แสงแดดแห่งเยามุ้ลอาชูรอ

(ลำดับต่อไป ขอเชิญพบกับงานเขียน ของอิมามโคมัยนี (ร.ฎ.) ผู้ให้กำเนดสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน  จาก “หนังสือวิลายัตฟะกีฮ์ และเซาะฮีฟะตุ้ลนูร)